‘เขายายดา’ 3 ประสานสู่ความยั่งยืน (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)

“ปัจจุบันเขายายดา ไม่เพียงแต่จะเอื้อให้เกิดผลผลิตทางธรรม ชาติ และการเกษตรในชุมชนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะเป็น “แหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศ” แห่งใหม่ ให้ลูกหลานระยองและประชาชนทั่วไปได้ใช้เป็นห้องเรียนตามธรรมชาติ อันเป็นแนวทางปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืน”ดร.พงษ์ศักดิ์ ชุติวิทวัสกุล อดีตผู้อำนวยการส่วนวิจัยต้นน้ำ สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และที่ปรึกษา บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือของเขายายดา อ.เมือง จ.ระยอง ที่ปัจจุบันได้รับสมญานามว่าเป็น “ซูเปอร์มาร์เกตธรรมชาติ”และ “ปอด” ของตะวันออกกว่าจะมาถึงจุดที่สิ่งแวดล้อมหวนคืนแบบที่ควรจะเป็น ที่แห่งนี้มีเรื่องราวและภาพการทำงานของ “คนเบื้องหลัง” ที่ร่วมกันผสานพลัง ใจเพื่อรักษาพื้นที่ที่ให้ประโยชน์ กับผู้คนอย่างมากมายเอาไว้ ซึ่งเป็นภาพที่ต่างไปจาก “มาบตาพุด” เขตอุตสาหกรรมหนัก ที่คราคร่ำไปด้วยโรงงานหลายร้อยโรงงาน ผู้คนต่างถิ่น แรงงาน และความหลากหลายทางชีวภาพ แม้ทั้ง 2 ที่ จะมีระยะห่างกันเพียง 40 กิโลเมตร

“เขายายดา” เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 3 แห่ง คือ ป่ากระเฉด ป่าเพ และป่าแกลงใน จ.ระยอง มีพื้นที่ทั้งหมด 28,927 ไร่ เดิมเคยเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ในปี พ.ศ. 2519 ภาครัฐเปิดพื้นที่สัมปทาน ทำให้ที่นี่ถูกบุกรุก มีการเผาป่า เกิดวิกฤติภัยแล้ง ขาดน้ำ และไฟป่าอย่างต่อเนื่อง คนในชุมชนและกรมอุทยานฯจึงลุกขึ้นมาหาแนว ทางสร้างฝายด้วยตนเอง โดยช่วงแรกพบกับอุปสรรคในเรื่องของฝายพังไม่คงทน จนปี พ.ศ. 2549 บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ได้เข้าไปสนับสนุนการสร้างฝายชะลอน้ำและบริหารจัดการการดูแลสิ่งแวดล้อม ผลพวงจากการสร้างฝาย กว่า 1,200 ฝาย ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา แหล่งน้ำผิวดิน หรือบ่อน้ำที่ชาวบ้านขุดไว้ตามสวนก็ไม่เหือดแห้งอีกต่อไป เขายายดากลับมาสมบูรณ์ เขียวขจี มีน้ำแทรกซึมอยู่ทุกพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพักผ่อนทางธรรมชาติ และเป็นพื้นที่หล่อเลี้ยงชีวิต สร้างรายได้ให้คนในชุมชน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชาวบ้านกลับรู้สึกว่า “การเข้ามาของบุคคลนอกพื้นที่” เป็นสิ่งดี แต่หลายคนยังไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของผืนป่า จนเกิดความรู้สึกหวงแหนอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านในฐานะเจ้าของพื้นที่ ฝ่ายวิชาการ และภาคเอกชนจึงต้องหาจุดร่วมที่จะดำเนินการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยความเต็มใจ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด โดยใช้ซอฟต์แวร์ความรู้ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” หรือที่มีชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่า CBR ที่ย่อมาจาก Community-Based Research เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือน กันยายน พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน

ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการด้านชุมชน ท้องถิ่น พื้นที่ สกว. เปิดเผยว่า หมุดหมายของโครงการนี้ท้ายที่สุดสิ่งที่ได้ประการหนึ่งคือ รูปแบบการจัดการป่า โดยมีคนในชุมชนเป็นผู้จัดการที่เป็น “นวัตกรรมการจัดการเขายายดา” ทั้งในส่วนของการจัดการ ดิน น้ำ ชีวิต คน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อการฟื้นฟูในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง มุ่งสร้างความรู้สำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเอง สร้างทิศทางการพัฒนาประเทศรูปแบบใหม่
กระบวนการและขั้นตอน การทำงานในครั้งนี้เกิดจากทีมผู้ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.สมุทรสงคราม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย นำโดย ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับทีมนักวิจัยชาวบ้านในพื้นที่ โดยทำการศึกษาวิเคราะห์ภาพรวมของพื้นที่ผ่านเครื่องมือแผนที่ศักยภาพทางสังคม (SM : Social Mapping) จนพัฒนาให้เกิดโครงการจากฐานทุนเดิมของชุมชนสู่การขยายผลในวงกว้าง

ในขั้นตอนทำกิจกรรมกับชุมชน ทีมพี่เลี้ยงจะปล่อยให้ชาวบ้านคิดและลงมือทำเอง แต่เข้าไปช่วยติดตั้งระบบคิดและร่วมออกแบบกิจกรรม จนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีการถอดบทเรียนร่วมกันหลังทำกิจกรรม และจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำเดือน บนหลักคิด เริ่มสร้างคนในชุมชนให้เกิดความตระหนักและลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเอง และดึงคนภายนอกเข้ามาหนุนเสริมและสนับสนุน“ผมเข้ามาในพื้นที่ไม่นานผมก็ต้องไป แต่คนที่จะอยู่ต่อในพื้นที่ คือ ชาวบ้าน ดังนั้นเมื่อผมออกไปชาวบ้านต้องมีศักยภาพสามารถที่จะทำอะไรต่อเองเพื่อชุมชนของตัวเอง”

โครงการวิจัยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วย โครงการพี่เลี้ยง “แนวทางการใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นฐานในการฟื้นฟูชีวิตคนและสิ่งแวดล้อมรอบเขายายดา อ.เมือง จ.ระยอง ระยะที่ 3” ที่คลุมกระบวนการทำงานให้โครงการย่อยประกอบด้วยโครงการ “รูปแบบการจัดการสวนผลไม้ที่เหมาะสมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน หมู่ที่ 11 บ้านศาลเจ้า ต.ตะพง อ.เมือง” มี สงกรานต์ พงษ์มี เป็นหัวหน้า โครงการ “รูปแบบการจัดการกลุ่มออมทรัพย์แบบมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านเพ ต.บ้านเพ อ.เมือง” มี สมชาย พันธุ์เสือ เป็นหัวหน้า โครงการ “การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับการสืบทอดการจัดการดูแลป่าชุมชนให้ เด็กและเยาวชน โดยการมีส่วนร่วม ของคนในชุมชนบ้านแลง อ.เมือง” มี อารมณ์ สุนทรประเสริฐ เป็นหัวหน้า โครงการ “ศึกษารูปแบบการจัดการน้ำและการจัดการป่าชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนบ้านมาบจันทร์ ตำบลแกลง อ.เมือง” มี วันดี อินทรพรมเป็นหัวหน้าทุกโครงการล้วนเป็นโจทย์วิจัยที่มาจาก “ปัญหา” ของคนในพื้นที่ ที่ไม่ได้มีเพียงประเด็นด้านรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น โดยโครงการวิจัยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว จะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2561 ผลลัพธ์เชิงปริมาณจากชุดโครงการนี้ มีคนในชุมชนกว่า 120-150 คน เข้าร่วมกิจกรรม เกิดทีมนักวิจัยชาวบ้านที่มาจากครู ผู้นำชุมชน แกนนำชาวบ้าน ชาวบ้านที่สนใจ รวมถึงเด็กและเยาวชนกว่า 46 คน เกิดเครือข่ายนักวิจัยใน จ.ระยอง และเกิดการเชื่อมโยงไปถึงนักวิจัยเครือข่ายในภาคตะวันตก

หากเปรียบพื้นที่บริเวณเขาแห่งนี้เป็นญาติผู้ใหญ่ที่ชื่อ “ยายดา” นับเป็นความภาคภูมิใจที่วันนี้ลูกหลานในพื้นที่เต็มใจทำหน้าที่ดูแลรักษาพื้นที่แห่งนี้ให้พลิกฟื้นกลับมาสมบูรณ์อย่างยั่งยืน และมากกว่านั้นพวกเขาได้ถูกติดตั้ง “ซอฟต์แวร์ความรู้” คนในชุมชนลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในพื้นที่ด้วยตัวเอง โดยมีหน่วยงานภายนอกรับหน้าที่เป็นเพียง “ผู้หนุนเสริม” ภายใต้มิติของการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหลายภาคส่วน ที่ไม่ใช่การทำงานเพียงผิวเผินเพื่อเกิดผลลัพธ์เป็นข้อมูลและตัวอักษรที่ปรากฏในรายงานประจำปีเท่านั้น.

บรรยายใต้ภาพ
ดร.พงษ์ศักดิ์
ผศ.ดร.บัญชร
ชิษณุวัฒน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *