ผู้เขียน : คุณอภิชาติ ลือสกุล
 ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสมุทรสงคราม
   
 

ตกแต่ง ความคิด ... ต่อเติม ความฝัน

เราค้นหาอะไร ในงานวิจัยท้องถิ่น ?

ในจุลสารฉบับที่แล้ว เราคุยกันถึงงานวิจัยของกลุ่มเยาวชนรักแม่กลอง ว่าคิดอย่างไร และจะทำอย่างไร.. ฉบับนี้ก็จะเล่าให้ฟังว่า เราทำอะไรกันไปบ้าง

              ก็เริ่มกันตามอัธยาศัย ด้วยการป่าวประกาศไปทั่ว โดยเฉพาะในบรรดาพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่เคยร่วมงานกับกลุ่มเยาวชนรักแม่กลอง ว่าใครอยากจะมา
ร่วมเป็นผู้วิจัย ก็ก้าวออกมาจากแถวได้เลย

            เยอะเลย...เยอะมาก ที่บอกว่าไม่เอาด้วยหรอก

             เพราะคิดว่ามันยาก ต้องยากมากๆ เท่าที่เคยรู้มา งานวิจัยนี่มัน ต้องด็อก.. ด็ อก เตอร์ เท่านั้น

             พวกเขาและพวกเธอเหล่านั้น คิดผิดอย่างแรง และเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปแล้ว อย่างน่าเสียดาย

พวกพี่ๆ ที่เป็นตัวตั้งตัวตี ก็ยังพยายามต่อไป คราวนี้จัดงานใหญ่ ตามประสา บิ๊กบรา เธอร์ นั่นคือเวที “ ย่างก้าวที่ยาวไกล คนรุ่นใหม่จะไปทางไหนกัน ”

             หวังจะระดมพลัง ระดมสมอง เหล่า วัยจ๊าบเมือง แม่กลอง เพื่อให้ลุกขึ้นร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง

             มากันเพียบ...ตามเป้า เป๊ะ วันนั้นเราได้รู้ว่าเด็กแม่กลองคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร กับชีวิตของตัวเอง

             ที่สำคัญที่สุด เราได้แนะนำตัวเองให้ได้เป็นที่รู้จัก ว่า Who are we? ไผเป็นไผ ทำอะไรมาบ้าง แจ๋วแค่ไหน   และจะทำอะไรต่อไป

ต่อจากนั้นก็จัด “ ค่ายผู้นำเยาวชน # 1” มีน้องๆ จากโรงเรียนต่างๆ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 20 คน

          จิ๊บจิ๊บ จังเลย.. ทำไมมีคนมาร่วมแค่ เนี่ย

             แต่ รู้มั้ยเราตั้งใจรับแค่ 20 คนเองนะ เพราะเราเจอมาแล้ว ว่าจัดกระบวนการเรียนรู้ให้คราวละเป็นร้อยๆ คนนั้น เสียเงิน เสียเวลาเปล่า..

ในค่ายผู้นำนี้ ทำให้เราได้พบกับคนรุ่นใหม่ ที่มีใจอยากจะเรียนรู้ อยากจะทำอะไรเพื่อตัวเองและท้องถิ่น

             และที่สำคัญ.. อยากจะสร้างสรรค์มันด้วยมือ ด้วยสมองของตัวเอง

          มีจริงๆ .. คนแบบนี้ ยังมีในเมืองแม่กลอง ขอบอก..

             จากวันนั้น เราก็มีทีมนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่ให้ใจเต็มๆ กับงานวิจัยชิ้นนี้

             หลายคนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสรรค์ ร่วมเจ็บปวด ร่วมสรุปบทเรียน ครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอด 1 ปีเต็ม
             หลายคนแม้มีภาระ ไม่สะดวกจะเข้าร่วมกิจกรรมมากนัก แต่ส่งกำลังใจมาไม่เคยขาด มีโอกาสเมื่อไหร่ จะให้ช่วยอะไรอย่างอื่น ขอให้บอก เต็มที่เสมอ
จากทีมวิจัยมือใหม่ ที่ค่อยๆ รู้จักกันมากขึ้น ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง และเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต จากหลากหลายรูปแบบกิจกรรมในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น
การประชุมทีม ที่มีกว่า 10 ครั้ง , ค่ายผู้นำเยาวชน , ค่ายป่าต้นน้ำ , ศึกษา ดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อบรม , ค่ายเรียนรู้เรื่องเมืองแม่กลอง , ค่ายป่าชายเลน-
ชุมชนประมง , จัดรายการวิทยุ ฯลฯ

             เรียนรู้จากข้อดีที่ได้พบเห็น เพื่อเป็นใช้ตัวอย่าง

             ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ ในข้อผิดพลาด เพื่อเป็นบทเรียนในครั้งต่อๆ ไป

             แต่ที่สุดของที่สุดของการค้นพบคือ เรารู้จักตัวเอง ทั้งศักยภาพ และข้อจำกัด

             เราก็คิดเป็น เราก็แสดงความเห็นได้ เราก็กล้าทำ เราพร้อมที่จะเป็นทั้งผู้นำ และผู้สนับสนุน

             และบางอย่าง เรายังไม่รู้ ไม่กล้า และยังทำไม่ได้

             .. แบบนี้ ต้องลอง ต่อไปดิ เดี๋ยวก็รู้..

................................................

วันเวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก.. เค้าว่ากันยัง งั้น แต่มันก็จริงของเค้านะ นี่ก็มาถึงเดือนที่ 9 ของปี แล่ะ บางคนยังไม่ทันได้ตั้งหลักตั้งตัวเลย มันคล้ายว่า เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย ตั้งใจจะทำอะไรไว้เยอะแยะ จะหมดปีอีกแล้วเหรอ เนี่ย

             ว้า..ได้แต่ตั้งใจ แต่ไม่ได้ทำ อีกแล้ว..หรือนี่

             สำหรับบางคน วันเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่กับบางคนที่กำลังอยู่ห้วงโอ้ละหนอ.. มายเลิฟ  เวลามันจะค่อยๆ โบยบินไปช้าๆ แบบอีกา …. ก า ดื๊ บบบ.. ก า ดื๊ บบบ ...

             งานวิจัยของกลุ่มเยาวชนรักแม่กลอง ก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการเวียนผ่านของกาลเวลา จากวันเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2547 ถึงวันนี้ เกือบจะปีครึ่งเข้าไปแล้ว

             วันก่อน เราไปสรุปบทเรียนกันถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อหาคำตอบว่ามีอะไรบ้างที่เราทำสำเร็จ และหาวิธีใหม่ๆ ที่ทำแล้วอาจบรรลุเป้าได้เช่นกัน  

             เพื่ออะไร..เพื่อเรียนรู้ว่าที่ทำสำเร็จ ใช่ว่าจะมีวิธีเดียวเท่านั้น

             และยังช่วยกันทบทวนถึงข้อผิดพลาด แล้วหาจุดบกพร่อง หาทางแนวแก้ไข แล้วจะลองใหม่...

             เพราะที่ผิดพลาด ก็ใช่ว่าจะล้มเหลวตลอดกาล แต่มันกำลังบอกเราว่า ความสำเร็จนั้นใกล้เข้ามา.. ใกล้เข้ามา

          เหลืออีกไม่กี่วิธีแล้ว ที่จะบรรลุเป้าหมาย ..

             เพียงแต่วันนี้ บางวิธีเรายังทำไม่ได้ บางวิธียังไม่ ได้ทำ และ(อีกหลายๆ) บางวิธีที่เรายังคิดไม่ออก ..

             แต่หากเดินหน้า ทำต่อไป บางทีงานนี้ อาจมีเฮ...

             เท่าที่ทีมวิจัยฯ เค้าได้พูดๆ คุยๆ กัน ไปบ้างแล้ว กิจกรรมที่จะทำกันใน 3-4 เดือนนี้ งานแรก “ ค่ายผู้นำเยาวชน ” รุ่น 3 และ 4 ช่วงวันที่ 4-6 ตุลา
             และ 10-12 ตุลานี้ เป็นการฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วม คือมีเกมส์ หนุกๆ ให้เล่น และให้เรียนรู้ไปด้วย

             ดังนั้นถ้าใครบอกว่าการอบรม ก็คง งั้นๆ น่าเบื่อ.. ขอบอกเลยว่า คุณอาจทิ้งโอกาสสำคัญในชีวิตไปอีก อย่างนึง แล้ว อีกแล้วเหรอ. ?!? . ถูกต้อง อีกแล้วครับท่าน

             อีก งานนึง ช่วงวันแม่ 12 สิงหาที่ผ่านมา พวกเราหลายคนได้ไป “ ปลูกข้าวกะชาวนา ” ที่แพรกหนามแดง เอาไว้แล้ว ช่วงนี้เราจะหาโอกาสเป็นระยะๆ แวะเวียนไปทักทายต้นข้าวที่ชูช่อเขียวขจี แล้วราวต้นๆ ธันวาคม เราจะไปเกี่ยวข้าวกัน

             ใครๆ ก็เคยทั้งนั้น แล่ะ กะเรื่องกินข้าว แต่จะมีซักกี่คนที่เคยปลูกข้าว เคยเกี่ยวข้าว..

          ไม่เคย ใช่ป่ะ ลองม่ะ.

             สำหรับงานที่ถือว่าสุดยอดแห่งปี กะๆ กันว่าจะไปในช่วงหน้าหนาว ว้าว ...

             “ ค่ายป่าต้นน้ำ ” ใครได้ไป จะซาบซึ้งตรึงใจกับบรรยากาศอันสงบเงียบของธรรมชาติ และชุมชนต้นน้ำแม่กลอง ในระดับพูดไม่ออก บอกไม่ได้..

             อาจต้องลาเรียนกันบ้าง แต่คุ้มนะ.. ภาษิตจีนบอกไว้ว่า เดินทางหนึ่งลี้ ดีกว่าอ่านหนังสือพันเล่ม แต่งานนี้ ยังกะอ่านหนังสือหลายหมื่นเล่ม เลยล่ะคับ
             พี่น้อง... คร๊าบบ

             เป็นไง.. อึ้ง เลยดิ เจองานวิจัยแบบนี้เข้าไป

             อย่าอึ้งนาน.. หายอึ้งแล้ว มาเลย.. มาเรียนรู้ มาสร้างเสริมประสบการณ์ มาหาอะไรใหม่ๆ ให้ชีวิต

             มาเดินตามหัวใจที่ใฝ่ดีของตัวเองซักครั้ง

             กล้าๆ หน่อย แล้วจะรุ่ง... เชื่อดิ

................................................

ในงานวิจัยฯ ของเรามีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมไปแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง เราเรียกชื่อกิจกรรมนี้ว่า “ ค่ายผู้นำเยาวชน ” มีสโลแกนสไตล์ เฉิ่ม ปนน่ารักว่า “ การฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วม เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ของชีวิต ”

             มีเพื่อนๆ เยาวชนในจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งแต่ ระดับชั้น ม. 1- ม. 6 ร่วมๆ ร้อยคน ที่หน้ามืดตามัวหลง ทางมาเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมนี้ไปแล้ว

             แต่ขากลับ..แปลกแฮะ หน้าใส ตาสว่างไปตามๆ กัน ผู้ชายอาจจะดู เฉิ่ม กว่า “ หม่ำ ” เยอะมาก แต่ผู้หญิงน่ารักน้อยกว่า “ นุ่น ” นี๊ด เดียะ...

             ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะ เพราะบางคนป่านนี้ยัง มึนตึ๊บ จำบ้านเลขที่ไม่ได้ก็มี ที่มีชีวิตรอดกลับไปได้ ก็คงเพราะว่า ชาติก่อนทำกรรมมาน้อยด้วย มั้ง.
. อ่ ะ ล้อเล่น นน !!

             ก็ขามา บางคนเล่นมาแต่ตัว แต่ลืมพกพาเอาหัว ใจและไส้ เอ๊ย วิญญาณมาด้วย

             แต่ไม่ยักกะลืมโทรศัพท์มือถือแหะ..

บางคนอาจเคยฟังมาจากระบบบอกต่อว่า ค่ายฯ นี้มีดีตรงไหน แต่คงมีการบอกไม่หมด เพราะคนเล่าจำไม่ได้ คนฟังเลยยิ่งฟัง ยิ่งงง จนบางครั้งเหตุการณ์บานปลาย กลายเป็นคนฟังรุมอัดคนเล่า คิดว่าเค้าแกล้ง อำ.. ซะ งั้น

             ต้องเห็นใจกันบ้างล่ะ ตามธรรมเนียมสากลโลกของเด็กไทย ถ้าบอกว่าไปค่าย มันก็ต้องมีร้องๆ เต้นๆ น่าจะได้ท่าแปลกๆ ฮาๆ มาฝากกันบ้าง แล้วทำไมมันไม่ได้อะไรกลับมาซักกะอย่าง

             เล่นบอกสั้นๆ ว่า “ เครียด แต่ หนุก ” แค่ เนี่ยะ

             การฝึกอบรมนี้จะเน้นในเนื้อหาสาระ 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ การรู้จักตัวเอง , การคิดอย่างสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม หรือพลังกลุ่ม

             เราจะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ จากการทำกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ซึ่งเหมือนกับมีกระจกเงาบานใหญ่ๆ ที่คอยสะท้อนให้ได้เห็นตัวตนของแต่ละคน เป็นการเห็นแบบภาพหมู่ ผ่านกิจกรรมแบบหมูๆ

             หมู จริงอ่ะ.. ทำไมแต่ละคนหน้ามันเยิ้ม เหงื่อหยดติ๋ง

          .. เอ่อ คือหมูที่ว่านี่ ไม่ใช่ลูกชิ้นหมูเปื่อยนะน้องนะ แต่คือหมูตัวเป็นๆ กว่าจะจับได้ อ่ะ นะ...คิดเอา

             หลังจบกิจกรรม(จับหมูใส่กระด้ง)ทุกครั้ง ก็จะมานั่งสรุปบทเรียนด้วยกัน ทั้งจากความสำเร็จและความล้มเหลว ที่ให้ทุกคนช่วยกันเสนอมุมมอง และการชี้แนะจากพี่ๆ ที่เป็นผู้จัดกระบวนการอบรม

             กระบวนการแบบนี้ แล่ะ ที่ทำให้ได้เห็นว่า เราได้ทำ และหลงลืมที่จะทำอะไรไปบ้าง

             ทำไมบางคนทุ่มเทสุดๆ แต่มีบางคนเฝ้าแต่ทอดถอนลมหายใจ เหมือนกำลังทำใจกับชะตาชีวิต

             บางคนพูดไม่หยุด แต่บางคนแทบจะต้องบนบานเทวดาฟ้าดิน ช่วยดลบันดาลให้ขยับปากพูดออกมาบ้าง

             ทำไมบางคนกระโจนโลดแล่น ยังกะกระทิงเปลี่ยว แต่บางคนกลับยืนเหงา เศร้า ว้าเหว่ คล้าย จิ๊ก โก๋มีกรรม

             แต่ยังไงก็ตาม ทุกคนก็ได้เรียนรู้..

             แม้ต้องชอกช้ำทั้งกายและใจ ไปมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อแลกกับการได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วเราเป็นคนแบบนี้เองเหรอ ก็ต้องยืนยันว่า “ คุ้ม ” มั่ก มาก

             คุ้มกว่าไปห้างสรรพสินค้าชื่อนี้อีกนะ.. ฟันธงงง!!...

จบเทศกาลงานปลาทูเมื่อปลายปี 48 จุลสารเล่มน้อย ที่ดูน่ารักๆ และจริงใจ ก็เหมือนจะห่างหายจากพวกเราไปพร้อมๆ กับปีเก่า แต่อย่าเพิ่งคิดว่า กิจกรรมของบรรดาเหล่าเยาวชน(คน)รักแม่กลอง จะเลิกราไปง่ายๆ

             เรา อึด และ อืด เกินกว่าที่ท่านคาดคิดเยอะ..

             เพราะความจริงก็คือความจริง นั่นคือเรามีกิจกรรมเยอะ มั่ก มาก มากซะจนไม่ว่างมาส่งข่าวกันตังหาก

          เชื่อซิ..เชื่อเหอะนะ ขอร้อง

วันนี้เลยขอรวมเล่มมานำเสนอแบบสี่เดือนควบ ขอเริ่มด้วยงานต้อนรับปีเก่าส่งท้ายปีใหม่ เอ้ย.. ม่าย ช่าย ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บรรดาป้าๆ ทีมวิจัย ไปร่วมเวทีเครือข่ายนักวิจัย ที่บ้านกลางสวน

             งานนี้ปล่อยแก่กันเต็มที่ เห็นในเวทีคุย ตะละคนที่ดูจ๋อยๆ ติ๋มๆ เตี่ยมเตี้ยม แบบนั้น แต่ใครจะคาดคิด ว่าพอตกค่ำ มีคาราโอเกะ กลับแย่ง ไมค์ กันอุตลุด
แทบจะมี “ ตบ ”

             ดีนะที่พี่เอื้อยรีบท่องคาถาสะกดวิญญาณ.. หายใจ เข้าลึ๊กกก หายใจออก ผ่อน คลายยย ...

 

ย่างเข้าเดือนมกรา เราไปเรียนรู้วิถีชีวิต ชุมชนป่าต้นน้ำ ที่บ้านเกาะ สะเดิ่ง กลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ

             โอ้ ว้าว.. สุดยอด สวยมาก และเหนื่อยโคตร

 

ย่างเข้าเดือนแห่งความรัก เราถูกทวงถามความคืบหน้าของรายงานวิจัย อ้าว ลืมอ่ะ.. ผ่านไปเกือบสองปี แล่ะ รายงานยังไม่เสร็จเลยเหรอ เนี่ย

             จริงๆ แล้วเราเคยมีการคุยสรุปมาแล้ว 2-3 ครั้ง แต่ข้อมูลที่ได้มาต้องบอกว่ามันไม่โดน.. คือไม่โดนใจ ครั้นจะทำเป็นเฉยต่อไป ก็อาจจะโดนเท้าเอาได้..

             ว่าแต่มาทวงเดือนนี้ได้ไง เดี๋ยวไม่รักซะเลย..

 

นั่นก็คือที่มาของเวทีถอดบทเรียน เมื่อ 7-8 มีนา ที่ผ่านมา งานนี้ได้ “ พี่ปุ้ย ” กับ “ พี่กุ้ง ” จาก สกว. ภาค มาช่วยจัดกระบวนการให้ งานนี้ทำเอาพี่ๆ เค้าเหนื่อยมาก
เลยอ่ะ

             เรียกว่าทำทุกวิถีทาง ทั้งซักทั้งถามชวนพูดชวนคุย ขอดเกร็ด รีดไขมัน จนเหงื่อหยดติ๋ง แต่ก็คุ้มนะ..

             เพราะได้เนื้อหาสาระเพียบ ซึ่งไม่ใช่แค่กลั่นกรองออกมาจากสมองเท่านั้น แต่ต้องขอเรียกว่า มันมาจากใจ.. ระดับนั้นเลยล่ะ

จบงานช้างไปได้ ก็ค่อยโล่งใจ พอดีมาถึงช่วงปิดเทอม ทีมงานเลยแอบไป รับจ๊ อบพิเศษ แบบว่ามีงานไซด์ ไลน์ เข้ามา คุยกันแล้วคิดว่าน่าจะได้อะไรเยอะ ก็เลยตกลง

             เราไปช่วยจัดค่ายเยาวชนให้กับน้องๆ ตำบลแพรกหนามแดง แต่ยกโขยงกันไปไกลถึงวิทยาลัยเกษตรฯ เพชรบุรีโน่น อยาก รู้อ่ะดิ .. ว่าเราสร้างวีรกรรมอะไรกันไว้บ้าง ขออุบไว้ก่อน วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง

             บอกได้แค่ว่า ทุกคนได้สำแดงฝีไม้ลายมือกันอย่างเต็มที่ เคล็ดวิชาที่แอบลอกมาจากทุกสำนัก ถูกล้วงควัก ออกมาใช้จนหมด

             แต่..สวรรค์ก็ไม่เมตตา เวลายังเหลืออีกเพียบ

             พี่เอื้อยรีบท่องคาถาอีกครั้ง.. หายใจ เข้าลึ๊กกก หายใจออก แทบ ตายยย ...

         

          เห็นม่ะ.. ยิ่งนานวัน กิจกรรมในงานวิจัยเราก็มีอะไรดีๆ ออกมาสู่สายตาของแฟนๆ จนติดตามกันแทบไม่ทัน ล่าสุดมีเยาวชนคนกล้าขออาสามา ร่วมเป็นทีม
วิจัยกัน เนืองแน่น

             พี่ ผมด้วยนะ.. หนูด้วยนะพี่ ..อย่าลืมเค้าด้วยล่ะ ตะเอง...

             จะทำไง ดีอ่ะ อาธเนศ พี่อาร์ต... รายชื่อนักวิจัย มันยาวกว่ารายงานวิจัยแล้ว นะเนี่ย..

................................................

             ข้อเขียนที่ผ่านสายตาท่านมาก่อนถึงบรรทัดนี้ คัดลอกและดัดแปลงมาจากคอลัมน์หนึ่งในจุลสารของกลุ่มเยาวชนรักแม่กลอง ที่พอจะบอกเล่าบรรยากาศของกิจกรรมบางช่วงบางตอนในงานวิจัยของเรา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะช่วยกระตุ้น “ ความฝัน ” ของทุกคนได้บ้าง บางท่านอาจย้อนฝันถึงวันเวลาที่ผ่านมาในอดีต แต่หลายคนอาจฝันถึงวันข้างหน้า แล้วแต่ว่าฝันแบบไหนจะทำให้ท่านสุขใจได้มากกว่ากัน

             คำว่า “ วิจัย ” ทำให้เกือบทุกคนคิดถึงแต่เรื่องที่เป็นสาระความรู้ แต่ในกิจกรรมต่างๆ และในงานวิจัยของกลุ่มเยาวชนรักแม่กลอง เราเริ่มและลงมือทำด้วย “ ความฝัน ” ทุกกิจกรรมที่จะทำต้องตอบรับเป้าหมายหลัก คือ “ สนุกและเพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้ ”

             เราพยายามทำทุกอย่างที่ฝัน และเห็นว่ามันน่าจะเป็นไปได้ แล้วค่อยมาเลาะเล็มเก็บเกี่ยวหาความรู้ที่เกิดขึ้น จะบอกว่าเป็นการพยายามหาอะไรที่เป็นสาระ
จาก “ ถัง(ขยะ)ความคิด ” ที่แล้วแต่ใครในกลุ่มจะโยนมันลงมา ก็ไม่ผิดอะไร...

             บางความคิดถูกนำมาใช้ต่อทันที ในขณะที่หลายๆ ความคิดเห็น ณ ขณะนั้น ถูกวางทิ้งไว้ ถูกมองข้าม แต่ทว่าต่อมา เมื่อย้อนกลับไปทบทวน จึงจะเห็นความเจิดจ้าปรากฏ

             สุดท้ายของงานวิจัย จะบังเกิดผลอย่างไร คงขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์

             แต่สิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย ที่ยากจะบอกกล่าว คือ “ ความรักและความผูกพัน ” ของทุกคนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ไม่ว่าจะในฐานะของ
นักวิจัย กลุ่มเป้าหมาย ที่ปรึกษา วิทยากร ผู้สนับสนุน ผู้ที่คอยให้กำลังใจ รวมกระทั่งผู้ที่คอยเฝ้ามองด้วยความห่วงใยและกังวล อยู่ห่างๆ …

             สังคมหรือชุมชนใด คบหากันด้วย “ ใจ ” สังคมและชุมชนนั้น “ งดงาม ” เสมอ

             งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่ได้ทำด้วย “ ใจ ” ของคนในท้องถิ่น ก็จะ “ งอกงาม ” เช่นกัน

 

อภิชาติ   ลือสกล

   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้