ผู้เขียน : คุณปัญญา โตกทอง
 หัวหน้าโครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลอง ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
   
 

“ ทุกวันนี้คนเรามีการศึกษามากขึ้นในเรื่องที่ไกลตัว เช่น รู้ว่ายาน อพอลโล่ 11 เป็นยานอวกาศ ยานแรก ที่พามนุษย์โลกไปเหยียบดวงจันทร์
และยังรู้อีกว่านายนีล อาร์มสตองเป็นมนุษย์โลกคนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ อีกมากมาย แต่เรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวเรา
เช่นสภาพน้ำในลำคลองเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร สภาพป่าชายเลนใกล้บ้านเปลี่ยนไปอย่างไร หรือแม้แต่คนที่อยู่ในชุมชนเปลี่ยนไปอย่างไร
สิ่งเหล่านี้เราไม่เคยได้เรียนรู้ ”
บทเรียนที่ตอกย้ำพวกเรามานานการเรียนรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ทำให้คนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน รอคอยการพัฒนาจาก
คนที่มีการศึกษามีความรู้ จากหน่วยงานของรัฐ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ฝังลึก ๆ ในความรู้สึกของคนในชุมชนท้องถิ่น  จนกลายเป็นวัฒนธรรมการพึ่งพาจากคนภายนอก
ขาดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมซึ่งพบเห็นได้ในชุมชนท้องถิ่นทั่วไป  แต่สำหรับชาวบ้านแพรกหนามแดงแล้วการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียง
การแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำของชุมชนเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการขุดรากถอนโคนวิธีคิดแบบพึ่งพาผู้อื่น กลับมาสู่การพัฒนาสร้างการเรียนรู้ของชุมชนด้วย
คนในชุมชนเอง

          สภาพปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของชุมชน
  
กว่า 20 ปีแล้วที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนน้ำจืดและคนน้ำเค็มของชาวบ้านในตำบล
แพรกหนามแดง อันเนื่องมาจากการปิด-เปิดประตูระบายน้ำ ที่ไม่สามารถคลี่คลายหรือบรรเทาปัญหาลงได้ เพราะทุกครั้งที่ฝนตกหรือทุกครั้งที่ชลประทานปล่อย
น้ำที่เหลือทิ้งจากการทำนา ไม่ว่าจะเป็นข้าวนาปีหรือข้าวนาปรัง  น้ำก็จะท่วมนาข้าว บ่อปลา และสวนผัก ชาวบ้านฝั่งน้ำจืดต้องรีบมาเปิดประตูระบายน้ำ ตามแนว
คันกั้นน้ำเค็มที่มีอยู่ตลอดทั้งตำบล เป็นเหตุให้ต้องบาดหมางใจกันกับชาวนากุ้งธรรมชาติฝั่งน้ำเค็ม เพราะทุกครั้งที่น้ำทะเลขึ้น ชาวนากุ้งจะใช้เครื่องยนต์ผลักดัน
น้ำเข้าบ่อกุ้ง  เพื่อที่จะเอาเชื้อลูกกุ้งธรรมชาติ รวมทั้งห่วงโซ่อาหารธรรมชาติของกุ้งเพื่อยังชีพ ซึ่งมากับสายน้ำทะเล  เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเปิดประตูระบายน้ำ
ตะกอนดินเลน  แก๊สไข่เน่า  แอมโมเนีย ที่สะสมเป็นของเสียก้นคลองในฝั่งน้ำจืด จะไหลทะลักเข้ามายังลำคลองฝั่งน้ำเค็ม ทำให้ กุ้ง หอย ปูปลา รวมทั้งแพลงตอน
ห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ ตายยกคลองแบบล้างบาง เป็นการทำลายล้างทุนทางสังคมอย่างมากมายมหาศาลในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ด้วยสภาพปัญหาความ
ขัดแย้งที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงตามกระแสการแข่งขันกันในระบบผลิต   ส่งผลให้การเผชิญหน้ากันระหว่างคนทั้งสองฝั่งก่อให้เกิดความขัดแย้งขยายวงกว้าง
ออกไปเมื่อชาวบ้านทะเลาะกันจนเป็นปัญหาเรื้อรัง  ทุกครั้งที่เกิดการเผชิญหน้า ก็จะมีผู้นำท้องถิ่นตลอดจนข้าราชการหลาย ๆ หน่วยงาน เช่นชลประทาน ประมง
เกษตร พัฒนาชุมชน นายอำเภอ จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยการไกล่เกลี่ยประณีประนอม และตั้งคณะกรรมการฝั่งน้ำจืด  และฝั่งน้ำ
เค็มขึ้นมาดูแลการปิดเปิดประตู  โดยใช้วิธีการกำหนดเวลาการประตู ปิดเปิดประตูระบายน้ำ ในช่วง 7 - 8 ค่ำของทุกเดือน ( ช่วงน้ำตาย ) ซึ่งเป็นช่วงที่ฝั่งน้ำเค็ม
ไม่มีการประกอบกิจกรรมการทำมาหากิน การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพพื้นที่และสถานการณ์น้ำ สถานการณ์ลม ส่วน
ใหญ่ฝนจะตกตอนช่วงภาวะน้ำเกิด ( ช่วงที่น้ำขึ้นมากลงมาก )  โดยเฉพาะตอนช่วงน้ำขึ้น  ซึ่งก็เป็นนาทีทองของชาวนากุ้งที่จะผลักดันน้ำเข้าบ่อกุ้ง  แต่เมื่อฝนตก
น้ำก็ท่วมนาข้าว บ่อปลา สวนผัก ทำให้คนฝั่งน้ำจืดจำเป็นต้องรีบมาเปิดประตูระบายน้ำอย่างรวดเร็วและมักต้องเผชิญหน้ากับชาวนากุ้งฝั่งน้ำเค็ม ที่ไม่ยอมให้เปิด
ประตูระบายน้ำทุกครั้ง การแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจึงไม่สามารถบรรเทาบัญหาของชุมชนลงได้ ด้วยความหวังดีและความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของ
ส่วนราชการและผู้นำในท้องถิ่น บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจในสภาพปัญหาและสภาพของพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจึงเปรียบเสมือน “ ลิงแก้แห” ด้วยระบบของ
การเร่งคิด  เร่งทำ  บนฐานความรู้ของคนเพียงไม่กี่คน  แต่กลับถูกใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชน   จึงทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ขาดกระบวนการเรียนรู้
ร่วมกันแบบมีส่วนร่วม อันเป็นผลมาจากการไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวของตนเอง การไม่มีส่วนร่วมในการคิดในการแสดงความคิดเห็น คำพูดที่ว่า “ประชุมไปก็ไม่เห็น
จะได้อะไร ”  ก็คงไม่ผิดไปจากความจริงเท่าไรนักเพราะนอกจากจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิด ความเห็นแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าปัญหามันจะคลี่คลายลงได้
ส่วนใหญ่ข้าราชการหรือผู้นำก็มักจะเป็นผู้พูดเสียเอง  ชาวบ้านเป็นผู้ฟัง  คือเป็นการชี้นำไปก่อน  ทำให้ชาวบ้านไม่ได้คิดไม่ได้พูด  สุดท้ายก็สรุปแล้วก็เลิกรากันไป
พอมีปัญหาที ก็จะเรียกประชุมทีไม่ได้เกาะติดกับปัญหา แบบใกล้ชิด เมื่อชาวบ้านไม่เข้าไปร่วมก็กลายเป็น “ ชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ ” สุดท้ายก็โทษกันไปโทษ
กันมา ในอดีตที่ผ่านมาการส่งเสริมและการพัฒนาชุมชน   จึงมักจะเกิดขึ้นบนความคิดที่ว่า   “ ชาวบ้านน่าจะขาดสิ่งนี้ ”   “ น่าจะมีปัญหานั้น ”   “ น่าจะให้สิ่งนี้ ”
“ น่าสร้างสิ่งนั้น ”  ประกอบกับวัฒนธรรมการเป็นผู้รับของชาวบ้าน  ทำให้ขาดการหยุดคิดทบทวน ในการตัดสินใจ  ดังเช่นกรณีการสร้างแนวป้องกันน้ำเค็มจาก
ภาวะความเข้าใจว่าน้ำเค็มหนุนสูง จึงร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการ จนเกิดแนวประตูป้องกันน้ำเค็ม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงผลพวงชั่วคราว
จากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์บริเวณต้นน้ำแม่กลอง ประกอบกับภาวะฝนแล้งในช่วงปี พ.ศ. 2522-2523 ทำให้การแก้ไขปัญหานอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้ว
บางแห่งกลับสร้างปัญหาที่ตามมา ยังมีอีกหลายโครงการที่ได้มีการส่งเสริมให้จัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ ขึ้นมาแต่ชาวบ้านไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของ เนื่อง
จาก ไม่ได้กระตุ้นให้ชาวบ้านคิดไม่ได้สร้างความเข้าใจ ไม่ได้สร้างความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง อันเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันแบบมีส่วนร่วมของชุมชน
จึงทำให้เกิดการตัดสินใจโดยไม่ใช้ข้อมูล “แบบผักชีโรยหน้า” เพราะมันไม่ได้มาจากความคิด ความเห็นที่เป็นสาธารณะ เป็นภูมิปัญญาของชุมชน ชาวบ้านเขา
คิดเป็นและเขาก็รู้ปัญหา  รู้ทางแก้  แต่เขาไม่กล้าที่จะแสดงออกทางความคิด  ทางความเห็น  เพราะเขามีความวิตกกังวล  และประหม่า  กลัวว่าจะพูดผิด ๆ ถูก ๆ
ข้าราชการและผู้นำท้องถิ่นต้องทำตัวเป็นพี่เลี้ยงหรือเป็นหมอตำแยทำคลอดความคิด ความเห็นของชาวบ้านออกมาให้ได้  และช่วยกันกระตุ้นให้ชาวบ้านกล้าที่จะ
แสดงออกทางความคิดเห็น ให้มาก ๆ  ชาวบ้านจะได้มีความเข้าใจและไว้ใจในตัวผู้นำและตัวข้าราชการ การที่ชาวบ้าน และชุมชนขาดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
มันจึงทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิดของชาวบ้านว่า โรงเรียนเป็นของครู  สถานีอนามัยเป็นของหมอ วัดเป็นของเจ้าอาวาส ถนน คลองเป็นของ อบต. เทศบาล
เงินกองทุนหมู่บ้านเป็นของราชการ  ตำบลเป็นของราชการ  อะไรจะไป อะไรจะมาชาวบ้านก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของ เพราะขาดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ชาวบ้าน
ไม่ได้คิดเขาไม่ได้ตัดสินใจ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ตรวจสอบ และไม่ได้รับประโยชน์ ชาวบ้านจึงไม่ให้ความร่วมมือและเป็นเพียงผู้รอคอยการสงเคราะห์จากคนภายนอก

          กระ
บวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ใช่ในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมาเราให้คนอื่นมาแก้ไขปัญหาให้เรามากว่า 20 ปี ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะ
ข้าราชการหรือนักวิชาการมีแต่วิชาการ แต่ขาดประสบการณ์ของพื้นที่  เวลาจะคิดจะทำอะไร  จึงคิดออกมาแบบแยกส่วน เนื่องจาก  “ ทุกวันนี้เคนเรามีการศึกษา
มากขึ้นในเรื่องที่ไกลตัว เช่น รู้ว่ายาน อพอลโล่ 11 เป็นยานอวกาศ ยานแรกที่พามนุษย์โลกไปเหยียบดวงจันทร์  และยังรู้อีกว่า   นายนีล อาร์มสตองเป็นมนุษย์โลก
คนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์  รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ  อีกมากมาย  แต่เรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัว  กลับไม่รู้  เช่นสภาพน้ำในลำคลองเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร สภาพป่า
ชายเลนใกล้บ้านเปลี่ยนไปอย่างไรหรือแม้แต่คนที่อยู่ในชุมชนเปลี่ยนไปสิ่งเหล่านี้เราไม่เคยได้เรียนรู้ ”งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของแพรกหนามแดงจึงใช้กระบวนการ
เรียนรู้ร่วมกันแบบมีส่วนร่วมจริง ๆ โดยใช้หลักคิดในการมาร่วมเรียนรู้เรื่องราวของคนแพรกหนามแดงที่สอดคล้องกับปัญหาความขัดแย้งเป็นตัวตั้ง ร่วมค้นหา
สถานการณ์ความเป็นมาของชุมชน เพื่อกระเทาะเปลือกหาแก่นแท้ของปัญหาร่วมกัน เริ่มจากการเอาคนน้ำจืดมาพูดคุยเรียนรู้ร่วมกันกับคนน้ำเค็มเราพูดคุยกับคน
ที่เราพอจะพูดคุยด้วยได้  เราถามปัญหาของคนน้ำจืด ให้คนน้ำเค็มฟัง  คนน้ำเค็มก็รับรู้ปัญหาของคนน้ำจืด  เช่นเดียวกันเราจะถามปัญหาของคนน้ำเค็มให้คนน้ำ
จืดฟัง คนน้ำจืดก็ได้รับรู้ปัญหาของคนน้ำเค็มมันทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและเห็นอกเห็นใจกันเมื่อความขัดแย้งอันเป็นกำแพงที่ขวางกั้นการเรียนรู้เริ่มทลายลง
โลกกว้างแห่งการเรียนรู้ก็เปิดออก   ข้อมูลความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหลั่งไหลเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศของการเป็นเจ้าของชุมชนแพรกหนามแดงร่วมกัน  ข้อมูล
ความแตกต่างของสภาพพื้นที่และทิศทางการไหลของน้ำสภาพปัญหาของชุมชนในอดีตและปัจจุบัน จากการทำเวทีซ้ำ ๆ   ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ตลอดจนการ
ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้นำไปตรวจทาน ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ผสมผสานองค์ความรู้การจัดการน้ำในอดีตกับสภาพปัญหาปัจจุบัน จนเกิดรูปแบบประตู ระบายน้ำจาก
ภูมิปัญญาของชุมชน   เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหา และเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคประชาชน   ทำให้ข้อมูลที่ได้ขยายผลไปสู่องค์การบริหารส่วนตำบล
องค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมชลประทาน ผลักดันจนเป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำใน
ระดับประเทศที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาชุมชน   ในส่วนของทีมงานวิจัยของชุมชนแพรกหนามแดงนั้น  กระบวนการเรียนรู้จากงานวิจัยของชุมชนที่เกิดขึ้น
นั้น เกิดจากการใช้บทเรียนของกิจกรรมและการพัฒนาต่างๆที่ผ่านมา ปรับเปลี่ยนวางแผน รูปแบบการเก็บข้อมูลกลายเป็นผู้ไปเรียนรู้ร่วมกัน เปลี่ยนจากคนไปบอก
เป็นคนไปกระตุ้น  หรือโยนคำถามเพื่อทำคลอดความคิดของผู้เข้าร่วมเวที   เปลี่ยนจากพิธีกรเป็นคนคอยจับประเด็นเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น    และ
เกิดความหลากหลายของความรู้  ฝึกชาวบ้านให้มีการจดบันทึก เพราะรายงานมันเป็นผลของการปฏิบัติและเป็นข้อมูล ปรับจากการทำงานให้เสร็จเป็นการทำงาน
ให้เกิดผลสัมฤทธิ์   ด้วยความอดทน กับสิ่งที่จะมากระทบกระแทกเรารอบด้าน อดทนต่อเสียงของชาวบ้านที่ว่า   อดทนต่อความไม่เข้าใจของชาวบ้าน ด้วยความ
เสียสละ แม้บางครั้งจะไม่มีคนมาเข้าร่วมก็ตาม แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ว่า “ คนมากเราก็คุยคนน้อยเราก็คุย ”ในเวลาราษฎร ที่ชาวบ้านว่างจากการทำมาหากิน ทั้งนี้
ก็เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ให้กับคนในชุมชน อีกทั้งในส่วนของทีมวิจัยเอง ต้องเรียนรู้การประสานงานให้คนหันหน้าเข้าหากัน การดึงชาวบ้าน
มาเข้ามาร่วมเวทีการเรียนรู้ให้มากขึ้น   โดยไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว  เพราะถ้าทีมงานไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ แล้วก็จะเกิดปัญหา เพราะถ้าเราหวังประโยชน์ส่วนตัว
กับการแก้ไขปัญหาตัวเราเองก็จะเป็นตัวปัญหาเสียเอง   สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นงานวิจัยซ้อนวิจัย  เป็นการเรียนรู้การบริหารจัดการโครงการ บนงานวิจัยของชุมชน
แพรกหนามแดงกลายเป็นชุดประสบการณ์ในการสร้างการเรียนรู้ของชุมชน        เพื่อนำมาจัดการกับปัญหาที่มันแตกลูกแตกหลานอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและ
ยั่งยืน  ด้วยเหตุนี้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของคนแพรกหนามแดง   จึงเป็นสะพานในการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงของปัญหา ทำให้ชาวบ้านได้เปิดใจพูดคุยกัน เพื่อนำมา
เป็นข้อมูล และนำเอามาสู่องค์ความรู้ที่เป็นองค์รวมของท้องถิ่น    เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของบ้านเรา เป็นการนำเอากระบวนการเรียนรู้นำมาสู่การจัดการ
ชุมชนอย่างมีส่วนร่วม

           ก้าวต่อไปข้างหน้า   วันนี้กระบวนการเรียนรู้จะสามารถฝังลงในพื้นที่แพรกหนามแดงได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต     ่วันนี้ชุมชนแพรกหนามแดง
ยังคงต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจริงๆและต้องหาข้าราชการที่กล้านำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ตำบล เป็นคนทีมีความอดทน
และรอคอยความสำเร็จได้ เพราะว่าการที่จะสรรหาสิ่งดี ๆ ในตำบลแพรกหนามแดงซึ่งยังคงพัฒนาได้อีกมาก  ข้าราชการหรือผู้นำเองต้องทำตัวเป็นพี่เลี้ยงให้กับ
ชาวบ้าน ร่วมงานกับกับสกว. เพราะตำบลแพรกหนามแดงนั้นมีทุนทางสังคมอยู่มากไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาชีพเลี้ยงปลาสลิด การเลี้ยงกุ้งทะเลธรรมชาติ การทำ
นาข้าว การทำสวนผัก การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการพัฒนาศิลปหัตถกรรมสิ่งประดิษฐ์จากไม้ หากมีการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันตำบลแพรกหนามแดง   ก็จะเป็น
เป็นตำบลที่มีความเข้มแข็งจริง ๆทั้งตำบล ไม่ใช่เข้มแข็งแบบผักชีโรยหน้าและตั้งหน้าตั้งตารอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐจนเคยตัวเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา

           “ การหยั่งรากให้ลึก ”
      ดังคำกล่าวของ ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.)  จึงอาจเป็นทางในการ
พัฒนาต่อยอดชุมชนแพรกหนามแดงโดยการสร้างพื้นที่รูปธรรม แพรกหนามแดง โดยการประสานความร่วมมือระหว่าง สกว. ส่วนราชการและองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น เพื่อต่อยอดงานวิจัยที่สอดคล้องเกี่ยวข้องกับตัวของชาวบ้านเองโดยกระตุ้นให้เขาอยากทำ เช่น เรื่องของอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการทำนา การเลี้ยง
ปลา การเลี้ยงกุ้ง การทำสวนผักให้ชาวบ้านเขามีเวทีทางความคิดวิจัยพัฒนาอาชีพของตัวเขาเอง จนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน คิดเป็นแก้ปัญหาเป็นระบบเมื่อชาวบ้าน
มีเวทีจะทำให้เกิดความรู้ความร่วมมือของคนในตำบลพัฒนาอาชีพของตัวเองได้เช่น คนเลี้ยงปลาสลิดก็วิจัยศึกษาในเรื่องของปลาสลิดคนเลี้ยงกุ้งก็ศึกษาวิจัยเรื่อง
ของการเลี้ยงกุ้ง คนทำนาข้าวก็ศึกษาวิจัยให้ลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้จากผลผลิต เมื่อความรู้ถูกถ่ายทอดเชื่อมโยงกัน การพัฒนาแบบเป็นองค์รวมหรือการ
พัฒนาแบบบูรณาการในพื้นที่ตำบลแพรกหนามแดงก็จะเกิดขึ้น  ส่งผลให้เกิดการขยายผลพื้นที่วิจัยอย่างเป็นรูปธรรม   เพื่อรองรับนโยบายในการพัฒนาของรัฐที่
สอดคล้องกับความเป็นจริงในวิถีของชุมชนแพรกหนามแดง   แม้ว่าประสบการณ์ของชุมชนแพรกหนามแดงอาจเป็นเพียงบทเรียนเล็กๆ จากพื้นที่หนึ่งซึ่งกำลังก่อ
ร่างสร้างการเรียนรู้ในชุมชน เพื่อกลับหัวกลับหางความคุ้นชินของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนในการพัฒนาชุมชนแพรกหนามแดง ให้หันมาร่วมกันสร้างกระบวน
การเรียนรู้ อย่างเป็นองค์รวมโดยมีเป้าหมายร่วมกันบนภารกิจและบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไป สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ให้กับชุมชนและหน่วยงานที่จะประสาน
ความร่วมมือ บนความหวังดีที่ทุกคนมีอยู่ไม่น้อยไปกว่ากันเลย

 
 
   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้