ทุกวันนี้คนเรามีการศึกษามากขึ้นในเรื่องที่ไกลตัว เช่น รู้ว่ายาน อพอลโล่ 11 เป็นยานอวกาศ ยานแรก ที่พามนุษย์โลกไปเหยียบดวงจันทร์
และยังรู้อีกว่านายนีล อาร์มสตองเป็นมนุษย์โลกคนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ อีกมากมาย แต่เรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวเรา
เช่นสภาพน้ำในลำคลองเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร สภาพป่าชายเลนใกล้บ้านเปลี่ยนไปอย่างไร หรือแม้แต่คนที่อยู่ในชุมชนเปลี่ยนไปอย่างไร
สิ่งเหล่านี้เราไม่เคยได้เรียนรู้ บทเรียนที่ตอกย้ำพวกเรามานานการเรียนรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ทำให้คนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน รอคอยการพัฒนาจาก
คนที่มีการศึกษามีความรู้ จากหน่วยงานของรัฐ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ฝังลึก ๆ ในความรู้สึกของคนในชุมชนท้องถิ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมการพึ่งพาจากคนภายนอก
ขาดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมซึ่งพบเห็นได้ในชุมชนท้องถิ่นทั่วไป แต่สำหรับชาวบ้านแพรกหนามแดงแล้วการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียง
การแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำของชุมชนเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการขุดรากถอนโคนวิธีคิดแบบพึ่งพาผู้อื่น กลับมาสู่การพัฒนาสร้างการเรียนรู้ของชุมชนด้วย
คนในชุมชนเอง
สภาพปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของชุมชน กว่า 20 ปีแล้วที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนน้ำจืดและคนน้ำเค็มของชาวบ้านในตำบล
แพรกหนามแดง อันเนื่องมาจากการปิด-เปิดประตูระบายน้ำ ที่ไม่สามารถคลี่คลายหรือบรรเทาปัญหาลงได้ เพราะทุกครั้งที่ฝนตกหรือทุกครั้งที่ชลประทานปล่อย
น้ำที่เหลือทิ้งจากการทำนา ไม่ว่าจะเป็นข้าวนาปีหรือข้าวนาปรัง น้ำก็จะท่วมนาข้าว บ่อปลา และสวนผัก ชาวบ้านฝั่งน้ำจืดต้องรีบมาเปิดประตูระบายน้ำ ตามแนว
คันกั้นน้ำเค็มที่มีอยู่ตลอดทั้งตำบล เป็นเหตุให้ต้องบาดหมางใจกันกับชาวนากุ้งธรรมชาติฝั่งน้ำเค็ม เพราะทุกครั้งที่น้ำทะเลขึ้น ชาวนากุ้งจะใช้เครื่องยนต์ผลักดัน
น้ำเข้าบ่อกุ้ง เพื่อที่จะเอาเชื้อลูกกุ้งธรรมชาติ รวมทั้งห่วงโซ่อาหารธรรมชาติของกุ้งเพื่อยังชีพ ซึ่งมากับสายน้ำทะเล เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเปิดประตูระบายน้ำ
ตะกอนดินเลน แก๊สไข่เน่า แอมโมเนีย ที่สะสมเป็นของเสียก้นคลองในฝั่งน้ำจืด จะไหลทะลักเข้ามายังลำคลองฝั่งน้ำเค็ม ทำให้ กุ้ง หอย ปูปลา รวมทั้งแพลงตอน
ห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ ตายยกคลองแบบล้างบาง เป็นการทำลายล้างทุนทางสังคมอย่างมากมายมหาศาลในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ด้วยสภาพปัญหาความ
ขัดแย้งที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงตามกระแสการแข่งขันกันในระบบผลิต ส่งผลให้การเผชิญหน้ากันระหว่างคนทั้งสองฝั่งก่อให้เกิดความขัดแย้งขยายวงกว้าง
ออกไปเมื่อชาวบ้านทะเลาะกันจนเป็นปัญหาเรื้อรัง ทุกครั้งที่เกิดการเผชิญหน้า ก็จะมีผู้นำท้องถิ่นตลอดจนข้าราชการหลาย ๆ หน่วยงาน เช่นชลประทาน ประมง
เกษตร พัฒนาชุมชน นายอำเภอ จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยการไกล่เกลี่ยประณีประนอม และตั้งคณะกรรมการฝั่งน้ำจืด และฝั่งน้ำ
เค็มขึ้นมาดูแลการปิดเปิดประตู โดยใช้วิธีการกำหนดเวลาการประตู ปิดเปิดประตูระบายน้ำ ในช่วง 7 - 8 ค่ำของทุกเดือน ( ช่วงน้ำตาย ) ซึ่งเป็นช่วงที่ฝั่งน้ำเค็ม
ไม่มีการประกอบกิจกรรมการทำมาหากิน การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพพื้นที่และสถานการณ์น้ำ สถานการณ์ลม ส่วน
ใหญ่ฝนจะตกตอนช่วงภาวะน้ำเกิด ( ช่วงที่น้ำขึ้นมากลงมาก ) โดยเฉพาะตอนช่วงน้ำขึ้น ซึ่งก็เป็นนาทีทองของชาวนากุ้งที่จะผลักดันน้ำเข้าบ่อกุ้ง แต่เมื่อฝนตก
น้ำก็ท่วมนาข้าว บ่อปลา สวนผัก ทำให้คนฝั่งน้ำจืดจำเป็นต้องรีบมาเปิดประตูระบายน้ำอย่างรวดเร็วและมักต้องเผชิญหน้ากับชาวนากุ้งฝั่งน้ำเค็ม ที่ไม่ยอมให้เปิด
ประตูระบายน้ำทุกครั้ง การแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจึงไม่สามารถบรรเทาบัญหาของชุมชนลงได้ ด้วยความหวังดีและความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของ
ส่วนราชการและผู้นำในท้องถิ่น บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจในสภาพปัญหาและสภาพของพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจึงเปรียบเสมือน ลิงแก้แห ด้วยระบบของ
การเร่งคิด เร่งทำ บนฐานความรู้ของคนเพียงไม่กี่คน แต่กลับถูกใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชน จึงทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ขาดกระบวนการเรียนรู้
ร่วมกันแบบมีส่วนร่วม อันเป็นผลมาจากการไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวของตนเอง การไม่มีส่วนร่วมในการคิดในการแสดงความคิดเห็น คำพูดที่ว่า ประชุมไปก็ไม่เห็น
จะได้อะไร ก็คงไม่ผิดไปจากความจริงเท่าไรนักเพราะนอกจากจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิด ความเห็นแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าปัญหามันจะคลี่คลายลงได้
ส่วนใหญ่ข้าราชการหรือผู้นำก็มักจะเป็นผู้พูดเสียเอง ชาวบ้านเป็นผู้ฟัง คือเป็นการชี้นำไปก่อน ทำให้ชาวบ้านไม่ได้คิดไม่ได้พูด สุดท้ายก็สรุปแล้วก็เลิกรากันไป
พอมีปัญหาที ก็จะเรียกประชุมทีไม่ได้เกาะติดกับปัญหา แบบใกล้ชิด เมื่อชาวบ้านไม่เข้าไปร่วมก็กลายเป็น ชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ สุดท้ายก็โทษกันไปโทษ
กันมา ในอดีตที่ผ่านมาการส่งเสริมและการพัฒนาชุมชน จึงมักจะเกิดขึ้นบนความคิดที่ว่า ชาวบ้านน่าจะขาดสิ่งนี้ น่าจะมีปัญหานั้น น่าจะให้สิ่งนี้
น่าสร้างสิ่งนั้น ประกอบกับวัฒนธรรมการเป็นผู้รับของชาวบ้าน ทำให้ขาดการหยุดคิดทบทวน ในการตัดสินใจ ดังเช่นกรณีการสร้างแนวป้องกันน้ำเค็มจาก
ภาวะความเข้าใจว่าน้ำเค็มหนุนสูง จึงร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการ จนเกิดแนวประตูป้องกันน้ำเค็ม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงผลพวงชั่วคราว
จากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์บริเวณต้นน้ำแม่กลอง ประกอบกับภาวะฝนแล้งในช่วงปี พ.ศ. 2522-2523 ทำให้การแก้ไขปัญหานอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้ว
บางแห่งกลับสร้างปัญหาที่ตามมา ยังมีอีกหลายโครงการที่ได้มีการส่งเสริมให้จัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ ขึ้นมาแต่ชาวบ้านไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของ เนื่อง
จาก ไม่ได้กระตุ้นให้ชาวบ้านคิดไม่ได้สร้างความเข้าใจ ไม่ได้สร้างความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง อันเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันแบบมีส่วนร่วมของชุมชน
จึงทำให้เกิดการตัดสินใจโดยไม่ใช้ข้อมูล แบบผักชีโรยหน้า เพราะมันไม่ได้มาจากความคิด ความเห็นที่เป็นสาธารณะ เป็นภูมิปัญญาของชุมชน ชาวบ้านเขา
คิดเป็นและเขาก็รู้ปัญหา รู้ทางแก้ แต่เขาไม่กล้าที่จะแสดงออกทางความคิด ทางความเห็น เพราะเขามีความวิตกกังวล และประหม่า กลัวว่าจะพูดผิด ๆ ถูก ๆ
ข้าราชการและผู้นำท้องถิ่นต้องทำตัวเป็นพี่เลี้ยงหรือเป็นหมอตำแยทำคลอดความคิด ความเห็นของชาวบ้านออกมาให้ได้ และช่วยกันกระตุ้นให้ชาวบ้านกล้าที่จะ
แสดงออกทางความคิดเห็น ให้มาก ๆ ชาวบ้านจะได้มีความเข้าใจและไว้ใจในตัวผู้นำและตัวข้าราชการ การที่ชาวบ้าน และชุมชนขาดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
มันจึงทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิดของชาวบ้านว่า โรงเรียนเป็นของครู สถานีอนามัยเป็นของหมอ วัดเป็นของเจ้าอาวาส ถนน คลองเป็นของ อบต. เทศบาล
เงินกองทุนหมู่บ้านเป็นของราชการ ตำบลเป็นของราชการ อะไรจะไป อะไรจะมาชาวบ้านก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของ เพราะขาดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ชาวบ้าน
ไม่ได้คิดเขาไม่ได้ตัดสินใจ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ตรวจสอบ และไม่ได้รับประโยชน์ ชาวบ้านจึงไม่ให้ความร่วมมือและเป็นเพียงผู้รอคอยการสงเคราะห์จากคนภายนอก
กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ใช่ในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมาเราให้คนอื่นมาแก้ไขปัญหาให้เรามากว่า 20 ปี ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะ
ข้าราชการหรือนักวิชาการมีแต่วิชาการ แต่ขาดประสบการณ์ของพื้นที่ เวลาจะคิดจะทำอะไร จึงคิดออกมาแบบแยกส่วน เนื่องจาก ทุกวันนี้เคนเรามีการศึกษา
มากขึ้นในเรื่องที่ไกลตัว เช่น รู้ว่ายาน อพอลโล่ 11 เป็นยานอวกาศ ยานแรกที่พามนุษย์โลกไปเหยียบดวงจันทร์ และยังรู้อีกว่า นายนีล อาร์มสตองเป็นมนุษย์โลก
คนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย แต่เรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัว กลับไม่รู้ เช่นสภาพน้ำในลำคลองเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร สภาพป่า
ชายเลนใกล้บ้านเปลี่ยนไปอย่างไรหรือแม้แต่คนที่อยู่ในชุมชนเปลี่ยนไปสิ่งเหล่านี้เราไม่เคยได้เรียนรู้ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของแพรกหนามแดงจึงใช้กระบวนการ
เรียนรู้ร่วมกันแบบมีส่วนร่วมจริง ๆ โดยใช้หลักคิดในการมาร่วมเรียนรู้เรื่องราวของคนแพรกหนามแดงที่สอดคล้องกับปัญหาความขัดแย้งเป็นตัวตั้ง ร่วมค้นหา
สถานการณ์ความเป็นมาของชุมชน เพื่อกระเทาะเปลือกหาแก่นแท้ของปัญหาร่วมกัน เริ่มจากการเอาคนน้ำจืดมาพูดคุยเรียนรู้ร่วมกันกับคนน้ำเค็มเราพูดคุยกับคน
ที่เราพอจะพูดคุยด้วยได้ เราถามปัญหาของคนน้ำจืด ให้คนน้ำเค็มฟัง คนน้ำเค็มก็รับรู้ปัญหาของคนน้ำจืด เช่นเดียวกันเราจะถามปัญหาของคนน้ำเค็มให้คนน้ำ
จืดฟัง คนน้ำจืดก็ได้รับรู้ปัญหาของคนน้ำเค็มมันทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและเห็นอกเห็นใจกันเมื่อความขัดแย้งอันเป็นกำแพงที่ขวางกั้นการเรียนรู้เริ่มทลายลง
โลกกว้างแห่งการเรียนรู้ก็เปิดออก ข้อมูลความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหลั่งไหลเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศของการเป็นเจ้าของชุมชนแพรกหนามแดงร่วมกัน ข้อมูล
ความแตกต่างของสภาพพื้นที่และทิศทางการไหลของน้ำสภาพปัญหาของชุมชนในอดีตและปัจจุบัน จากการทำเวทีซ้ำ ๆ ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ตลอดจนการ
ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้นำไปตรวจทาน ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ผสมผสานองค์ความรู้การจัดการน้ำในอดีตกับสภาพปัญหาปัจจุบัน จนเกิดรูปแบบประตู ระบายน้ำจาก
ภูมิปัญญาของชุมชน เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหา และเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ทำให้ข้อมูลที่ได้ขยายผลไปสู่องค์การบริหารส่วนตำบล
องค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมชลประทาน ผลักดันจนเป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำใน
ระดับประเทศที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาชุมชน ในส่วนของทีมงานวิจัยของชุมชนแพรกหนามแดงนั้น กระบวนการเรียนรู้จากงานวิจัยของชุมชนที่เกิดขึ้น
นั้น เกิดจากการใช้บทเรียนของกิจกรรมและการพัฒนาต่างๆที่ผ่านมา ปรับเปลี่ยนวางแผน รูปแบบการเก็บข้อมูลกลายเป็นผู้ไปเรียนรู้ร่วมกัน เปลี่ยนจากคนไปบอก
เป็นคนไปกระตุ้น หรือโยนคำถามเพื่อทำคลอดความคิดของผู้เข้าร่วมเวที เปลี่ยนจากพิธีกรเป็นคนคอยจับประเด็นเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ
เกิดความหลากหลายของความรู้ ฝึกชาวบ้านให้มีการจดบันทึก เพราะรายงานมันเป็นผลของการปฏิบัติและเป็นข้อมูล ปรับจากการทำงานให้เสร็จเป็นการทำงาน
ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ด้วยความอดทน กับสิ่งที่จะมากระทบกระแทกเรารอบด้าน อดทนต่อเสียงของชาวบ้านที่ว่า อดทนต่อความไม่เข้าใจของชาวบ้าน ด้วยความ
เสียสละ แม้บางครั้งจะไม่มีคนมาเข้าร่วมก็ตาม แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ว่า คนมากเราก็คุยคนน้อยเราก็คุย ในเวลาราษฎร ที่ชาวบ้านว่างจากการทำมาหากิน ทั้งนี้
ก็เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ให้กับคนในชุมชน อีกทั้งในส่วนของทีมวิจัยเอง ต้องเรียนรู้การประสานงานให้คนหันหน้าเข้าหากัน การดึงชาวบ้าน
มาเข้ามาร่วมเวทีการเรียนรู้ให้มากขึ้น โดยไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว เพราะถ้าทีมงานไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ แล้วก็จะเกิดปัญหา เพราะถ้าเราหวังประโยชน์ส่วนตัว
กับการแก้ไขปัญหาตัวเราเองก็จะเป็นตัวปัญหาเสียเอง สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นงานวิจัยซ้อนวิจัย เป็นการเรียนรู้การบริหารจัดการโครงการ บนงานวิจัยของชุมชน
แพรกหนามแดงกลายเป็นชุดประสบการณ์ในการสร้างการเรียนรู้ของชุมชน เพื่อนำมาจัดการกับปัญหาที่มันแตกลูกแตกหลานอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและ
ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของคนแพรกหนามแดง จึงเป็นสะพานในการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงของปัญหา ทำให้ชาวบ้านได้เปิดใจพูดคุยกัน เพื่อนำมา
เป็นข้อมูล และนำเอามาสู่องค์ความรู้ที่เป็นองค์รวมของท้องถิ่น เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของบ้านเรา เป็นการนำเอากระบวนการเรียนรู้นำมาสู่การจัดการ
ชุมชนอย่างมีส่วนร่วม
ก้าวต่อไปข้างหน้า วันนี้กระบวนการเรียนรู้จะสามารถฝังลงในพื้นที่แพรกหนามแดงได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต ่วันนี้ชุมชนแพรกหนามแดง
ยังคงต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจริงๆและต้องหาข้าราชการที่กล้านำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ตำบล เป็นคนทีมีความอดทน
และรอคอยความสำเร็จได้ เพราะว่าการที่จะสรรหาสิ่งดี ๆ ในตำบลแพรกหนามแดงซึ่งยังคงพัฒนาได้อีกมาก ข้าราชการหรือผู้นำเองต้องทำตัวเป็นพี่เลี้ยงให้กับ
ชาวบ้าน ร่วมงานกับกับสกว. เพราะตำบลแพรกหนามแดงนั้นมีทุนทางสังคมอยู่มากไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาชีพเลี้ยงปลาสลิด การเลี้ยงกุ้งทะเลธรรมชาติ การทำ
นาข้าว การทำสวนผัก การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการพัฒนาศิลปหัตถกรรมสิ่งประดิษฐ์จากไม้ หากมีการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันตำบลแพรกหนามแดง ก็จะเป็น
เป็นตำบลที่มีความเข้มแข็งจริง ๆทั้งตำบล ไม่ใช่เข้มแข็งแบบผักชีโรยหน้าและตั้งหน้าตั้งตารอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐจนเคยตัวเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา
การหยั่งรากให้ลึก ดังคำกล่าวของ ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงอาจเป็นทางในการ
พัฒนาต่อยอดชุมชนแพรกหนามแดงโดยการสร้างพื้นที่รูปธรรม แพรกหนามแดง โดยการประสานความร่วมมือระหว่าง สกว. ส่วนราชการและองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น เพื่อต่อยอดงานวิจัยที่สอดคล้องเกี่ยวข้องกับตัวของชาวบ้านเองโดยกระตุ้นให้เขาอยากทำ เช่น เรื่องของอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการทำนา การเลี้ยง
ปลา การเลี้ยงกุ้ง การทำสวนผักให้ชาวบ้านเขามีเวทีทางความคิดวิจัยพัฒนาอาชีพของตัวเขาเอง จนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน คิดเป็นแก้ปัญหาเป็นระบบเมื่อชาวบ้าน
มีเวทีจะทำให้เกิดความรู้ความร่วมมือของคนในตำบลพัฒนาอาชีพของตัวเองได้เช่น คนเลี้ยงปลาสลิดก็วิจัยศึกษาในเรื่องของปลาสลิดคนเลี้ยงกุ้งก็ศึกษาวิจัยเรื่อง
ของการเลี้ยงกุ้ง คนทำนาข้าวก็ศึกษาวิจัยให้ลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้จากผลผลิต เมื่อความรู้ถูกถ่ายทอดเชื่อมโยงกัน การพัฒนาแบบเป็นองค์รวมหรือการ
พัฒนาแบบบูรณาการในพื้นที่ตำบลแพรกหนามแดงก็จะเกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายผลพื้นที่วิจัยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับนโยบายในการพัฒนาของรัฐที่
สอดคล้องกับความเป็นจริงในวิถีของชุมชนแพรกหนามแดง แม้ว่าประสบการณ์ของชุมชนแพรกหนามแดงอาจเป็นเพียงบทเรียนเล็กๆ จากพื้นที่หนึ่งซึ่งกำลังก่อ
ร่างสร้างการเรียนรู้ในชุมชน เพื่อกลับหัวกลับหางความคุ้นชินของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนในการพัฒนาชุมชนแพรกหนามแดง ให้หันมาร่วมกันสร้างกระบวน
การเรียนรู้ อย่างเป็นองค์รวมโดยมีเป้าหมายร่วมกันบนภารกิจและบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไป สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ให้กับชุมชนและหน่วยงานที่จะประสาน
ความร่วมมือ บนความหวังดีที่ทุกคนมีอยู่ไม่น้อยไปกว่ากันเลย |