ผู้เขียน : คุณปัญญา โตกทอง
 หัวหน้าโครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลอง ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
   
 

จากการรวมตัวในการร่วมกันร้องเรียนเพื่อแก้ไขปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้ชาวแพรกหนามแดงเริ่มรู้ว่าปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นจะต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนในชุมชนจึงจะสำเร็จได้  ประกอบกับการที่ได้มีโอกาสไปเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นและเห็นแนวทางในการ
ร่วมแก้ไขปัญหาของชุมชน โดยชุมชนเอง ปัญหาการปิดเปิดประตูระบายน้ำที่สร้างความขัดแย้งให้กับคนแพรกหนามแดงมากว่า 20 ปีได้ถูกหยิบยกขึ้น
มาเป็นประเด็นในการพูดคุยของชุมชน และได้เสนอโครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลองตำบลแพรกหนามแดง  อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  โดยมีนายปัญญา โตกทอง ชาวบ้าน หมู่. 5 เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพลี้ยงกุ้งธรรมชาติ และเลี้ยงปลาสลิด เป็น
หัวหน้าโครงการ

การพุดคุยถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งของคนน้ำจืด  และน้ำเค็มอย่างจริงจังจึงเกิดขึ้นกว่า  ๒๐  ปี  มาแล้ว   ที่ปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้านในตำบล
แพรกหนามแดง   ไม่ได้ถูกคลี่คลายหรือบรรเทาปัญหาทุกครั้งที่ฝนตก  น้ำท่วม  บ่อปลา  นาข้าว สวนผัก ชาวบ้านฝั่งน้ำจืดมักจะมาเปิดประตูระบายน้ำ
ตามแนวคันกั้นน้ำเค็มที่มีอยู่ตลอดทั้งตำบล   และเป็นเหตุที่ต้องบาดหมางกับชาวนากุ้งธรรมชาติฝั่งน้ำเค็มที่เมื่อน้ำมากก็จะทำการสูบน้ำเข้าบ่อกุ้ง   เพื่อ
ที่จะเพาะเชื้อกุ้งธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีพ   แต่ทุกครั้งที่มีการเปิดประตูระบายน้ำ  น้ำและตะกอนเลนที่ถูกสะสมจนเป็นของเสียก้นคลองส่งผลให้กุ้งปลาใน
บ่อของชาวบ้านน้ำเค็ม และในคลองตายเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ชาวบ้านฝั่งน้ำเค็มไม่ยอมให้มีการเปิดประตูจนกลายเป็นความขัดแย้งของชุมชน

หลายหน่วยงานยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยวิธีตั้งกรรมการดูแลคอยปิดเปิดประตูน้ำ และกำหนดการปิดเปิดประตูน้ำในช่วง 7 - 8 ค่ำ (ช่วงน้ำตาย)  แต่
เมื่อฝนตกหนักน้ำท่วมนาข้าว  ความจำเป็นทำให้ชาวนาต้องรีบเปิดประตูระบายน้ำอย่างรวดเร็ว     และก็มักจะเผชิญหน้ากับชาวนากุ้งที่ไม่ยอมให้เปิด
ประตูทุกครั้งไป

ช่วงแรกของการดำเนินการวิจัยทีมวิจัยต้องเผชิญกับความขัดแย้งและแรงต้านจากชุมชนเนื่องจากต่างฝ่าย  ต่างไม่ยอมที่จะรับฟัง  และกล่าวโทษฝ่าย
ตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับข้อสรุปที่ว่า “ แก้ไม่ได้หรอก ราชการเขาแก้มายี่สิบกว่าปียังแก้ไม่ได้เลย ”

เวทีพูดคุยของชุมชน  ซ้ำ ๆ  หลาย ๆ  รอบ  จนได้ข้อมูลสภาพพื้นที่  ข้อมูลของชุมชน   และองค์ความรู้ในการจัดการน้ำในอดีตถูกนำมารวบรวม  และ
วิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง   พบว่าพื้นที่ตำบลแพรกหนามแดงจะเทลาดเอียงจากเทือกเขาทางทิศตะวันตกในอำเภอปากท่อจังหวัดราชบุรี    ไปยังทะเล
อ่าวไทยทางทิศตะวันออก  ประตูระบายน้ำที่เล็ก  และแคบที่กั้นระหว่างน้ำจืด และน้ำเค็มนั้นคือสาเหตุดังกล่าว  การเปิดประตูที่ระบายของเสียจากก้น
คลองทำให้ของเสียไหลทะลักไปยังพื้นที่น้ำเค็มก่อนคือสาเหตุแห่งความขัดแย้งของชุมชน

จากการร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา  โดยการหันหน้ามาพูดคุยกันในเวทีชาวบ้านพบว่าสิ่งที่ชุมชนได้คือแนวคิด ที่ว่า คนน้ำจืด ที่มีอาชีพ ทำนาข้าว บ่อปลา
สวนผักไม่ต้องการน้ำเค็ม  และไม่ต้องการให้น้ำท่วม   ส่วนคนน้ำเค็มไม่ต้องการของเสียก้นคลอง   จึงต้องเป็นประตูที่ปิดเปิดจากผิวบน และปิดเปิดได้
เองโดยไม่ต้องใช้คนภูมิปัญญาของชาวบ่อกุ้งจึงถูกนำมาใช้ระบบกึ่งฝาย กึ่งประตูจึงถูกนำมาใช้ แรงดันน้ำคือกลไกที่จะคอยปิดเปิดประตูได้ทุกเวลา

ภายหลังจาการดำเนินงานในระยะที่ 1 ชุมชนได้นำข้อมูลที่ได้ประสานไปยังประชาคมคนรักแม่กลอง  หอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม  โดยนำข้อมูล
และแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชนเสนอในการประชุมคณะกรรมการ ร่วมภาครัฐและเอกชน     เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดสมุทรสงคราม
( กรอ. )    โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามเป็นประธานและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกันประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา
โดยจาการประชุมดังกล่าวส่งผลให้สำนักงานชลประทานจังหวัดสมุทรสงครามอนุญาตให้มีการแก้ไขประตูซึ่งเป็นทรัพย์สินของชุมชนตามแนวความ
คิดของชุมชน   และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงครามได้สนับสนุนในการจัดสร้างประตูระบายน้ำเพื่อทำการทดลอง จำนวน 2 ประตู  ทำให้
ชุมชนสามารถดำเนินการเก็บข้อมูลเพื่อทดสอบแนวความคิดของชุมชนได้ในระยะที่ 2

เวทีนำเสนอผลการวิจัยในระยะที่ 1 ที่ชุมชนตั้งใจนำเสนอกระบวนการแก้ไขปัญหาของชุมชนนั้นได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจน
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  มากมาย      เนื่องจากปัญหาของชาวแพรกหนามแดงเป็นการจำลองปัญหาของการจัดการระบบนิเวศของจังหวัด
สมุทรสงคราม  และระบบนิเวศของเมืองปากแม่น้ำในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนโดยหลังจากนั้นโครงการสิทธิชุมชนศึกษา    และคณะอนุกรรมการ
ที่ดินและน้ำ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้นำชาวบ้านชุมชนปากพนัง  จังหวัดนครศรีธรรมราช และชุมชนทะเลสาบสงขลา     มาร่วมแลก
เปลี่ยนและศึกษาระบบการจัดการของชุมชนแพรกหนามแดง  ปัญหาระบบนิเวศปากแม่น้ำจึงถูกหยิบยกเป็นประเด็นระดับชาติในเวทีภูมิปัญญากับการ
จัดการระบบนิเวศปากแม่น้ำ ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการทบทวนการจัดการระบบนิเวศปากแม่น้ำที่ผ่านมาของรัฐ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานออกมายอมรับว่าที่
ผ่านมาในการจัดการน้ำนั้น  มิได้มีการศึกษาระบบนิเวศปากแม่น้ำ

สืบเนื่องจากกระบวนการวิจัยที่ทำให้ชุมชนเริ่มเห็นปัญหาร่วมกันและมองหาทางออกร่วมกันจึงทำให้ จากการที่ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลสภาพ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการทดลองประตูตามแนวคิดของชุมชน      พบว่าคุณภาพน้ำในคลองตำบลแพรกหนามแดงนั้น   เกือบทั้งหมดมีปริมาณ
ออกซิเจนละลายน้ำอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ( ๐ – ๒ มิลลิกรัมต่อลิตร )   ซึ่งหมายถึงสัตว์น้ำไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้   เวทีพูดคุยเรื่องปัญหาคุณภาพน้ำ
จึงถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อมาหาทางออกร่วมกัน ปัญหาที่พบคือคลองต่าง ๆ  มีตะกอนดินเลนมาก การขุดลอกคลองที่ผ่านมาเป็นการใช้รถแมคโคร
มาตักดิน นั้นเป็นการตักดินที่แข็งก้นคลองทิ้ง  ส่วนที่เป็นดินเลนยังคงเดิม ส่งผลระดับน้ำในลำคลองน้อย ทำให้คันดินบ่อกุ้งพังทลาย ผลผลิตจากนากุ้ง
ธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว ประเด็นการขุดลอกคลองจึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญการดูดเลนเป็นทางเลือกใหม่ที่ชุมชนคิดว่าน่าจะเป็นทางออก
เพราะจะไม่ทำให้คันดินบ่อกุ้งเลื่อน และสามารถนำตะกอนเลนก้นคลองมาใช้เป็นปุ๋ยธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง

วันนี้แม้ฝนจะตกน้ำจะท่วมชาวนาก็ไม่ต้องวิ่งมาเปิดประตูน้ำ  ชาวนากุ้งก็มิต้องระวังในการสูบน้ำเข้าบ่ออีกต่อไป  ความขัดแย้งในชุมชนเริ่มลดลง เมื่อ
ประตูระบายน้ำ ตามแนวความคิดของชุมชนเริ่มทำงาน ผลของการทดลองประตูระบายน้ำของชุมชนเกิดกระแสของความร่วมมือในชุมชนในการที่จะ
ขยายผลของการดำเนินการวิจัยไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับที่กว้างขึ้นต่อไป   การทำงานที่คล่องตัวของประตู     ปริมาณออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นกำลังเป็น
ประเด็นที่น่าสนใจของชาวแพรกหนามแดง ความคิดที่จะแก้ไขรูปแบบประตูที่เหลือโดยไม่ต้องรอใครจึงผุดขึ้นในความคิดของชุมชน     กิจกรรมการ
ทอดผ้าป่าเพื่อสร้างประตูเลยเป็นทางออกในการระดมทุนและระดมความร่วมมือในการร่วมแก้ไขปัญหาของชุมชน   วิทยาลัยการอาชีพอัมพวาสถาบัน
การศึกษาที่อยู่ในชุมชนเป็นทางออกของความร่วมมือในการใช้เครื่องมือและบุคคลากร  ประกอบกับการฝังรากขององค์ความรู้ในการจัดการท้องถิ่นไป
ยังเยาวชนในพื้นที่ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการสำนึกรักท้องถิ่น อีกทางหนึ่ง

ภายหลังจากกระบวนการวิจัยเข้ามาช่วยพัฒนากระบวนคิดในการแก้ไขปัญหาร่วมกันของชุมชน   ตลอดจนพัฒนาตัวนักวิจัย และชุมชนเองจนทำให้นัก
วิจัยกลายเป็นผู้ถ่ายทอดกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นพี่เลี้ยงให้นักวิจัยรุ่นใหม่ในการดำเนินการวิจัยเป็นคณะทำงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
จังหวัดสมุทรสงครามและทำให้ชุมชนแพรกหนามแดงมีระบบคิดในการบริหารจัดการระบบกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อเป็นการช่วยเหลือคนในชุมชน
ตลอดจนเป็นฐานของการจัดการการเงินของชุมชนได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น   และยังมีการพัฒนาการจัดการแหล่งศึกษาเรียนรู้การจัดการน้ำ   และกลุ่ม
สัจจะสะสมทรัพย์ ฯ อันจะเป็นการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน การแปรรูปผลผลิตของชุมชน  ซึ่งมีการพูดคุยในการพัฒนากระบวนการวิจัย
อย่างไม่รู้จบของชุมชนต่อไป

 
 
   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้