ผู้เขียน : คุณปัญญา โตกทอง
 หัวหน้าโครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลอง ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
   
 

ในโลกยุคปัจจุบัน  ทุกคนต้องแข่งขันเรียนรู้  เพราะโลกยุคปัจจุบันเขาแข่งขันกันที่สมองเพื่อที่จะเอาตัวรอดในยุคโลกาภิวัฒน์ ผมเกิดมาโชคดีที่มี
พี่น้องรวมกัน ๗ คนแต่ผมก็มีโอกาสได้เรียนแค่ชั้น ป.๔  แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมดีใจคือการได้เข้ามาทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของสำนักงานกองทุน
สนับสนุนงานวิจัยหรือ สกว.  จนสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เรื้อรังยาวนานกว่า ๒๐ ปีได้  ผมดีใจที่ได้เห็นความขัดแย้งเรื่องของ
น้ำในการประกอบอาชีพหมดไป และดีใจที่สกว.ทำให้คนแพรกหนามแดงได้เรียนรู้จนสามารถหันหน้ามาปรึกษาหารือกันเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา
ของท้องถิ่นของเรา ผมเป็นคนไม่มีความรู้แต่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้สอนให้ผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมาย จนทำให้ผมสามารถนำมาปรับใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย

ได้เรียนรู้อะไรจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ได้เรียนรู้ความเป็นมาของปัญหา ได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ของปัญหา  และได้เรียนรู้ความเป็นไปของปัญหา
ได้เรียนรู้วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและได้เรียนรู้วิธีการคิดของคนได้เรียนรู้วิธีการทำงานของคน โดยจะเห็นได้ว่าการที่เอาคนน้ำจืดกับคน
น้ำเค็มมาพูดคุยกันแบบพี่แบบน้อง  คนมากเราก็คุย  คนน้อยเราก็คุย เริ่มจากคนน้อยๆไปหามากทำให้คนน้ำจืดได้เรียนรู้ปัญหาของคนน้ำเค็มและ
คนน้ำเค็มก็ได้เรียนรู้ปัญหาของคนน้ำจืด เราได้เรียนรู้การทำเวทีชาวบ้าน ได้พูดคุยกับชาวบ้านในเวลาราษฎร ชาวบ้านได้โอกาสมาเรียนรู้ปัญหา
ของกันและกัน ทำให้ชาวบ้านมองภาพของปัญหาได้กว้างมากขึ้น มองเห็นปัญหาได้เป็นภาพรวม แล้วเอาปัญหามาต่อยอดกัน มันก่อให้เกิดความ
เข้าใจความเป็นมา ความเป็นอยู่และความเป็นไปของปัญหา เห็นสัจธรรมของคน ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม บริบทชุมชนอันเป็นข้อจำกัดของปัญหา
แต่การจะดึงคนเข้ามาร่วมเวทีก็เป็นการเรียนรู้   เพราะการเรียนรู้ได้สอนให้เรารู้จัก  ความอดทน  อดกลั้น  เสียสละ  มีความจริงใจและเปิดเผยใจ
เพราะในบางครั้งทีมงานวิจัยจะถูกดูถูกดูแคลนต่างๆ นานา  และถูกกล่าวหาว่าปลุกม๊อบบ้างล่ะ  อยากจะเด่นบ้างล่ะ  อยากจะดังบ้างล่ะหรืออวดดี
อวดรู้บ้างล่ะมีความรู้แค่ป.๔จะมาทำงานวิจัยได้อย่างไร เราเรียนรู้แล้วก็จะมองเห็นเป็นเรื่องของสัจธรรมที่เป็นธรรมชาติของคนเพราะในสังคม
จะต้องมีคนจำพวก ” กูต้องแน่ แพ้ไม่เป็น เห็นแก่ตัว กลัวเสียเปรียบ ” อยู่เสมอไปของทุกสังคม

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทำให้ผมมีความภาคภูมิใจ ในการเรียนรู้ครั้งนี้คือสอนให้ผมได้เรียนรู้เรื่องราวของตนเอง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจและ
มองข้ามการเรียนรู้เรื่องราวของชีวิตตนเองมันทำให้เห็นสัจธรรมที่ว่า  ” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ”   ทำให้เรามีข้อมูลที่เป็นความจริงที่เป็นเรื่องราว
ของเราเอง เช่น การเรียนรู้ข้อมูลของครัวเรือนของเรา การเรียนรู้ข้อมูลอาชีพของเรา และการเรียนรู้ข้อมูลของชุมชนร่วมกัน แล้วนำมาวิเคราะห์
ทำให้เราสามารถแก้ไขหรือป้องกันปัญหาของเราเองได้ ไม่ต้องรอคอยความหวังให้ใครมาช่วยเหลือเพราะเรารู้จักตนเองและพึ่งพาตนเองได้

ได้อะไรจากการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น นอกจากจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในท้องถิ่นได้แล้วทีมงานวิจัยของเรายังได้คนที่มีจิตสาธารณะมากขึ้น
ทำให้เกิดความเอื้ออาทร ความสามัคคีของชุมชน ร่วมกันสร้างกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกได้กู้
ยืม และมีสวัสดิการให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกตั้งแต่  เกิด แก่ เจ็บ ตาย  และได้จำหน่ายสินค้าราคาถูกให้แก่สมาชิกอีกด้วย จากการได้เรียนรู้การ
ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทำให้ชุมชนได้มีคนจิตสาธารณะมากขึ้น และได้มีอุดมการณ์ร่วมกันมากขึ้น และทำให้เป็นความฝันร่วมจนในที่สุดมันก็จะ
เกิดเป็นพลังร่วมกันผลักดัน การพัฒนาตำบลแพรกหนามแดงไปสู่การพัฒนาที่เข้มแข็งมั่นคงและยั่งยืนที่เป็นจริงร่วมกันให้ได้

ในส่วนของตัวผู้เขียน  นอกจากได้เรียนรู้ตัวเองแล้วทำให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้น  จนสามารถพัฒนาตนเองได้ มีความมั่นใจมากขึ้น เพราะจะคิด
เป็นระบบแบบมีเหตุมีผลทำให้กล้าที่จะคิดกล้าที่จะพูดและกล้าที่จะทำโดยที่ไม่มีความกลัววิตกกังวลหรือมีความประหม่าอีกต่อไปและสามารถที่
จะรับผิดชอบก่อนคิดหลังคิด ก่อนพูดหลังพูด และก่อนทำหลังทำได้ เพราะเราได้วิธีคิดของ สกว.ที่เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบเช่น ” ทำไม อะไร
ที่ไหน อย่างไร”จนสามารถนำงานวิจัยเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของเราเช่น การนำมาใช้กับครอบครัว นำมาใช้กับการประกอบอาชีพ เช่นการ
เลี้ยงปลาสลิด  แบบศึกษาวิจัยพัฒนาครบวงจรการเลี้ยงทำให้ผมได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี    โดยมีหลักคิดที่ว่าเรียนรู้เรื่องราวของตนเอง แข่งขันกับ
ตนเอง และเอาชนะตนเอง ทำให้เราเข้าใจ เข้าถึงหลักธรรมของการพอเพียง และพึ่งตนเองได้

เปลี่ยนอะไรจากการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้เปลี่ยนจากชุมชนที่มีแต่ความขัดแย้งเป็นชุมชนที่สงบสุขเพราะได้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้นจาก
การแก้ไขปัญหาเรื่องประตูระบายน้ำของชลประทานจนทำให้คนจากต่างพื้นที่เข้ามาหากุ้งหาปลากันเป็นจำนวนมากและคนน้ำจืดที่ทำนาข้าวก็ได้
มีการพัฒนาจากการปลูกข้าวที่ใช้แต่สารเคมีมาทำนาข้าวที่ปลอดสารเคมีจนทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น  เพราะนอกจากจะทำให้ข้าวปลอดสารพิษแล้ว
คนน้ำจืดยังร่วมกันก่อตั้งโรงสีของชุมชนขึ้นมาสีข้าวปลอดสารจากคนน้ำจืดคนน้ำเค็มที่มีปัญหาความคัดแย้งกันมาตลอด อนาคตคนน้ำจืดจะผลิต
ข้าวปลอดสารเคมีมาขายให้คนน้ำเค็มกินในราคามิตรภาพ   และคนน้ำจืดก็ได้จัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นเป็นกองทุนของชุมชน  และจัดให้มี
สวัสดิการเหมือนกับกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีอยู่แล้ว  และในวันข้างหน้าคนน้ำจืดคนน้ำเค็มจะร่วมกันตั้งให้เป็นสวัสดิการตำบลแพรกหนามแดง
ให้สวัสดิการชาวบ้านตั้งแต่เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  และสามารถทำธุรกิจร่วมซื้อร่วมขายให้มีอำนาจของการต่อรอง   จะเห็นได้ว่า การทำงานวิจัยเพื่อ
ท้องถิ่นได้เปลี่ยนให้คนไม่ถูกกันมาเป็นมิตรกัน และงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ทำให้คนภายนอกได้รู้จักคนแพรกหนามแดงมากยิ่งขึ้น  จากตำบลที่ไม่มี
ใครรู้จักเปลี่ยนเป็นตำบลที่มีคนภายนอกได้เข้ามาศึกษาดูงานเรียนรู้ประสบการณ์   เช่นเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฎ   สถาบันพระปกเกล้า    มหา
วิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานของรัฐและเอกชน ชุมชนต่างๆนอกจากได้เปลี่ยนชุมชนแล้ว งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยัง
ได้เปลี่ยนคนในทีมงานวิจัยอีกด้วยจากกระบวนการเรียนรู้ ประสบการณ์ทำให้ทีมงานวิจัย สามารถเป็นผู้บรรยายพิเศษให้กับผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน
ทั้งภายในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้ เพราะมีความมั่นใจในคำพูดที่มีข้อมูลเป็นของตนเอง ไม่เป็นคนที่ประหม่าหรือวิตกกังวลอีกต่อไป

 
 
   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้