ผู้เขียน : มยุรี ถาวรพัฒน์
   
 
จากการพูดคุยกับทีมวิจัยโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสมโดยโรงเรียน
และชุมชนวัดศรีสุวรรณาคงคาราม อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่
27 ธันวาคม 2547  ที่ผ่านมา ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ระยะ
ฟักตัว   จนกระทั่งถึงตัวเต็มวัยที่กำลังจดๆ จ้องๆ ในการก้าวเข้าไปเป็น
หลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนวัดศรีสุวรรณคงคาราม
เป็นไง มาไง  เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรและนโยบายทางการศึกษา
ปัจจุบัน  ซึ่งกำหนดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศรีสุวรรณคงคาราม    จึงได้นำเรื่องนี้ปรึกษา
 
หารือกับผู้ปกครองของนักเรียนว่าจะมีความคิดเห็นเป็นประการใด ที่ประชุมก็ระดมความคิดกันว่าในชุมชนแห่งนี้มีอะไรที่น่าจะบรรจุเข้าเป็นหลักสูตรท้องถิ่น
บ้างก็เสนอการจักสาน บ้างก็เสนอการทำขนมไทย แต่ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่“ ปูแสม” เพราะปูแสมมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนในละแวกนี้
ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อของ 3  ตำบล  คือ ต.บางขันแตก  ต.แหลมใหญ่  และ ต.คลองโคน  สภาพพื้นที่ชุมชนอยู่ในเขตพื้นที่ 3 น้ำ  คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม
ในอดีตดินแดนแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มาก  มีทรัพย์ในดิน  สินในน้ำ  สามารถจับปูขาย  เป็นรายได้ที่ดีรองมาจากการทำน้ำตาลจากมะพร้าว  แต่ปัจจุบัน
สภาพป่าชายคลองและสัตว์น้ำเปลี่ยนไป  ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของปูแสมอีกต่อไป  ทำให้ปูแสมอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ถ้าไม่มีการจัดการที่ดีปูแสม
คงจะหมดไปในไม่ช้านี้

         คณะครู นักเรียน และชุมชนจึงคิดที่จะฟื้นฟูปูแสมขึ้น แต่ก็เกิดคำถามที่ว่า “ คิดว่าจะเลี้ยง แล้วรู้จักชีวิตของปูแสม และสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้หรือยัง
ผลที่จะได้รับเป็นอย่างไรดีหรือไม่ดี  จะทำอะไรก่อน  หลัง  และจะเอาเข้าหลักสูตรของโรงเรียนอย่างไร ”   เกิดคำถามมากมายขณะร่วมกันคิด การศึกษาสถาน
การณ์และรูปแบบของการอนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสมจึงอุบัติขึ้น ก่อรูปขึ้นเป็นโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ขานรับนโยบายหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนและตามแนว
ทางการสนับสนุนให้ชุมชนทำวิจัยด้วยตนเองของ สกว. ในชื่อว่า     “  โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสมโดยโรงเรียนและชุมชนวัดศรีสุวรรณคงคาราม อ.เมือง
จ.สมุทรสงคราม”
  โดยมีศูนย์ประสานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้ให้คำปรึกษาและหนุนเสริมด้านต่างๆ อยากศึกษา “ปูแสม”และบริบทที่เกี่ยว
ข้อง

          ชุมชนแถบนี้รู้จักกับปูแสมเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นอาชีพหนึ่งที่เคยทำรายได้เลี้ยงชีวิตผู้คน หลังจากขายปูแสม พ่อ แม่ ลูก ก็ได้อยู่พร้อมหน้ากัน อยู่มาวัน
หนึ่งจำนวนปูแสมเริ่มน้อยลง ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ลูกที่เคยเห็นหน้าพ่อ แม่ ตอนกลับจากโรงเรียนก็ไม่ได้เห็นเช่นแต่ก่อน   ความสุขที่เคยมีมาแต่เดิมเริ่มเจือ
จางหายไป ท้องที่เคยอิ่ม ก็ไม่อิ่มเสียแล้ว เมื่อทีมวิจัยได้เรียนรู้ถึงสถานการณ์ของปูแสมแล้ว ก็ร่วมกันคิดว่า “ ทำอย่างไรจะให้มันกลับมารับใช้ชุมชนได้อย่างแต่
ก่อน ?”
          นั่นหมายถึงว่า การศึกษาปูแสมมิใช่ศึกษาแต่ปูแสมอย่างเดียว ต้องศึกษาบริบทรอบข้างของปูแสม ดังคำกล่าวที่ว่า  “ป่าไม่มี ปูไม่มา”  ดังนั้นสิ่งแวดล้อม
และระบบนิเวศที่อยู่รอบตัวมีผลต่อความเป็นอยู่ของปูแสม   วงจรชีวิตของปูแสมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะละเลยมิได้       ถ้าคนไม่เข้าใจก็ไม่สามารถวางแผนเพื่อ
อนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสมได้  เพราะถ้าคนตั้งหน้าแต่จะจับปูแสมอย่างเดียว  จับทุกวัน  โดยไม่พักให้ปูได้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์ สักวันหนึ่งปูแสมก็คงจะหมดไป
จากชุมชนนี้ รายได้ที่เคยมีก็จะหดหายไปด้วย  ถ้าชุมชนมีการศึกษาวงจรชีวิตของปูแสมและบริบทรอบข้างซึ่งไม่ได้หมายถึงแต่เพียงธรรมชาติเท่านั้น แต่รวม
ถึงพฤติกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปูแสมด้วย   ก็ยิ่งจะทำให้เห็นความสำคัญและความสัมพันธ์ของปูแสม คน และสิ่งแวดล้อมซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกัน
ได้ ประเด็นเหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในระบบวิธีคิดของ ทีมวิจัยชุมชนวัดสุวรรณคงคาแล้ว

แล้วทำไงหละ
         อันดับแรก เตรียมพื้นที่การวิจัย ของชุมชนวัดศรีสุวรรณคงคาราม ประกอบด้วย หมู่ 6 และหมู่ 10 ต.บางขันแตกหมู่ 4 ต.แหลมใหญ่ หมู่1 และ หมู่ 6
ต.คลองโคน อ.เมืองสมุครสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ต่อมามีการเตรียมคน    ทีมวิจัยประกอบด้วยคณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดศรีสุวรรณคงคาราม
และชุมชน โดย ครู มีบทบาทเสมือน  “ ยาดำ ”  ที่เป็นตัวขับเคลื่อนโครงการ หรือทำกิจกรรมโครงการ มี  แกนนำชุมชนที่เป็นทางการ  เป็นหัวหน้าโครงการ
คือ นาย เกษม สำราญรื่น  คนหมู่ 6 ต. บางขันแตก  และ แกนนำที่ไม่เป็นทางการ  คือ นาง ทองคำ เจือไทย  คนหมู่ 4 ต. แหลมใหญ่ และตัวแทนจากหมู่อื่นๆ
เข้าร่วมทีม
         ในการเตรียมคน นอกจากผู้ใหญ่ที่หลากหลายแล้ว เช่น ครู คนจับปู คนทำน้ำตาลจากมะพร้าว นักเรียนก็มีส่วนสำคัญมาก เพราะเป้าหมายสูงสุดของการ
ทำโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสม ก็เพื่อทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนโดยผ่านห้องเรียนและบทเรียนที่เป็น
ธรรมชาติซึ่งเป็นบทเรียนที่จับต้องและเป็นอิสระทางความคิด เชื่อมโยงกับสภาพความเป็นจริงของชีวิต นักเรียนที่อยู่ในกระบวนการเตรียมคนนี้มีตั้งแต่ระดับ
ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่ 6 ด้วยการกำหนดโจทย์ก็ให้เหมาะสมกับกำลังสมองของเด็กแต่ละช่วงชั้น
          หลังจากที่ได้ชุมชนคนทำวิจัยวัดศรีสุวรรณคงคารามแล้ว   ภาระหน้าที่ของทีมวิจัยในขั้นแรกก็คือการทำเข้าใจกับคนภายในคณะทำงานเอง และขยาย
ต่อออกไปสู่ชุมชนในภาพที่กว้างขึ้น โดยการกำหนดกิจกรรมขึ้นมา 2 กิจกรรมหลักคือ กิจกรรมชี้แจงโครงการ และกิจกรรมเก็บข้อมูล โดยใช้การ “ เวที ” เป็น
เครื่องมือในการดำเนินงาน
          จากการให้เด็กมีส่วนร่วมในการวิจัย เกิดความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสที่ไปไหนไม่ไหว อยู่เฝ้าบ้านได้มีโอกาสบอกเล่าประสบ
การณ์ที่มีมาแต่อดีตให้ลูกหลานฟัง เกิดความภาคภูมิใจ และมีความสุขที่เห็นเด็กๆ มีความสนใจเรื่องรอบๆ ตัวที่อยู่ในชุมชน
           ส่วนผลที่เกิดโดยตรงกับตัวเด็กนักเรียนเองก็คือ เด็กๆ เกิดพัฒนาการทางปัญญาทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ กล้าคิด กล้าแสดงออก ที่ผู้เขียนกล้ากล่าวเช่นนี้
เพราะได้เห็นใบงานของเด็กๆที่นำส่งครูหลังจากที่ไปเรียนรู้จากชุมชน มีทั้งภาพวาด นิทาน ซึ่งล้วนแต่มีปูแสมเป็นพระเอกทั้งสิ้น เด็กๆ ได้อ่านและอวดผลงาน
ของพวกเขาให้ได้ประจักษ์   อีกทั้งยังคุยถึงเรื่องวงจรชีวิตของปูให้เราได้รับรู้อย่างสนุกสนาน  ผู้เขียนได้เห็นอากัปกิริยาแววตาของเด็กที่ส่งประกายของความ
ภาคภูมิใจ และความสุข เหมือนกับจะบอกว่า  “ นี่งานฉันนะ ”    ปูแสมมิใช่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย หรือวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไป
ประยุกต์ใช้ได้ทุกสาระวิชา มีปัญหาอุปสรรคไหม
          ทีมวิจัยเล่าว่า “ ก็ดีนะ ”   แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ประการแรกเป็นเรื่องพื้นๆ คือ ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการทำวิจัย ต่อมา
เป็นความไม่เข้าใจกันระหว่างคนในทีมวิจัยด้วยกันเอง        และระหว่างทีมวิจัยกับชุมชนตลอดจนไม่เข้าใจเจตนารมณ์อันลึกซึ้งของทีมผู้ประสานงานวิจัยเพื่อ
ท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ต้องการให้ทีมวิจัยได้เรียนรู้เอง “บางครั้งรู้สึกท้อนะ แต่ก็ไม่ถอย ” ประโยคเหล่านี้ทีมวิจัยได้ถ่ายทอดจากใจออกมาเป็นคำพูด
ให้พวกเราได้รับทราบถึงปัญหาอุปสรรคในขณะที่ลงมือทำวิจัย
          ลงไปถึงสาเหตุของความไม่เข้าใจหรือขัดแย้ง สืบเนื่องมาจากความคิดไม่ตรงกัน  ต่างคนต่างคิด  ตามประสบการณ์เดิมของตน คนจับปูก็คิดว่าทีมวิจัย
จะมาสั่งห้ามจับปูซึ่งเป็นอาชีพหลักของเขา  ส่วนครูก็ดำเนินวิธีการตามแบบฉบับของครู  ปัญหาไม่ได้หยุดแค่เรื่องความคิด แต่เชื่อมโยงมาถึงเรื่องการจัดสรร
เวลาในการทำงานร่วมกันที่ไม่ลงตัว

แก้ปัญหาอย่างไรหละนี่
           ในเมื่อความคิดไม่ตรงกันก็ต้องจัดการเรื่องนี้ก่อน คือทีมวิจัยต้องทำความเข้าใจกับชุมชน เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการไปสู่ชุมชน  โดยใช้วิธี
การเปิดเวที เชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมคุยร่วมคิด ด้วยกัน จะได้เข้าใจในเรื่องเดียวกันว่า ทีมวิจัยนี้กำลังจะทำอะไร ส่วนในเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติของ
แต่ละอาชีพ ก็ต้องโอนอ่อนผ่อนปรนให้ทำงานร่วมกันได้   เพราะครูมิใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องปูแสมต้องไปหาคนจับปู เพราะคนจับปูจะรู้เรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม
ไม่ว่าจะเรื่องวงจรชีวิตของปู หรือระบบเศรษฐกิจชุมชน
            ในการจัดสรรเวลาให้ลงตัวนั้น  ทีมวิจัยใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการประกอบอาชีพหลักมาทำวิจัย   และก็ชักชวนคนใกล้ชิด  หรือคนที่รู้จักให้ได้รับรู้ถึง
ความเคลื่อนไหวของโครงการ

ทำโครงการ แล้วได้อะไร
           หลังจากผ่านโครงการระยะแรก เกิดผลต่างๆ มากมาย ได้ข้อมูลของชุมชน  ปูแสม  รวมทั้งมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของชุมชนกับสิ่งแวดล้อม
ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะเพิ่งเริ่มมาได้ปีเศษๆ ก็ตาม แต่ผู้ร่วมกระบวนการวิจัยได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือจากที่ไม่รู้และสับสนกับคำว่า “ วิจัยท้องถิ่น ”
และ   “ หลักสูตรท้องถิ่น ”   ก็ได้รู้และเข้าใจ และสามารถนำกระบวนการการทำวิจัยเข้าไปเป็นฐานของการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนได้อย่างแนบ
เนียนอยู่บนพื้นฐานของสภาพความเป็นจริง มิใช่เกิดจากการนั่งเทียนของครูผู้สอนในโรงเรียนแต่เพียงฝ่ายเดียว
   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้