เคยมีนักศึกษาท่านหนึ่งถามผมตลอดว่าจากนักศึกษาธรรมดามาเป็นพี่เลี้ยงนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะต้องทำอะไรบ้าง นั่นสิแล้วอะไรล่ะคือหัวใจของการเข้ามาเป็น
พี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกันแน่ กระบวนการทางความคิด หรือความรู้งานวิจัย ความรู้ความสามารถอะไรที่ต้องใช้บ้างฟังคำถามก็ไม่ยากแต่ทำไมตอบยากจัง
ลองทบทวนแล้วทบทวนอีกสรุปแล้วสรุปเล่า เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาความรู้ความเข้าใจ และทักษะการหนุนเสริมสิ่งที่เรียกว่างานวิจัย
เพื่อท้องถิ่นงานวิจัยสิ่งที่เราได้จากการเรียนรู้เหล่านี้ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ลำพังเพียงตำราพิชัยยุทธ (คู่มือบริหารจัดการโครงการ) ๕ เล่มของ สกว. ก็ไม่อาจ
ทำให้เราเข้าไปทำงานได้อย่างราบรื่นนัก .....สุดท้ายผมก็ตอบน้องคนนั้นนั้นไปสั้น ๆ ว่า ก็ต้อง ทำใจ จริง ๆครับ ทำใจ
ทำใจให้เปิด เป็นบทเรียนแรก ๆ ที่เราต้องเรียนรู้ ตั้งแต่เปิดใจที่จะยอมรับเรื่องราวใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้ เปิดใจที่จะยอมรับความคิดความอ่านของคนอื่น ของ
ชาวบ้าน ของคนในชุมชน ฟังดูเหมือนง่ายสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผมเองแรก ๆ มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการที่จะวางทฤษฎีวางความรู้ที่เราร่ำเรียนมา
เสียก่อนแล้วยอมรับภูมิปัญญาซึ่งยากต่อการพิสูจน์แรก ๆ มันไม่ง่ายนัก ก็ทำไงได้ลงทุนเรียนมาตั้งหลายปี แต่การก้าวข้ามความรู้สึกเหล่านี้กลับเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ต้องเริ่มด้วยการสร้างความเชื่อมั่นกับตัวเองเราพร้อมที่จะเรียนรู้และเชื่อมั่นในกระบวนการวิจัยว่าสิ่งที่เรากำลังจะเรียนรู้นี้เราไม่รู้มาก่อน และเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
การได้เข้าไปเรียนรู้ ไปสัมผัสและทดลองทำด้วยตัวเอง เชื่อมั่นในตัวนักวิจัยว่าเราจะมุ่งมั่นที่จะเดินก้าวไปด้วยกัน สุดท้ายประสบการณ์และบทเรียนนั่นแหละคือ
ความรู้สำคัญที่จะอยู่ติดตัวเราตลอดไป
ทำใจให้ปรับ เพราะเมื่อโลกในระบบการศึกษาเป็นโลกที่บอกเราด้วยทฤษฎีและหลักการ การพกพาสิ่งเหล่านี้ลงมาในชุมชน ด้วยฝันที่วาดไว้ว่าสังคม ชุมชน
คงจะสวยงาม กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนคงจะเบ่งบานในสังคมชุมชนท้องถิ่นดังเช่นตำราที่ร่ำเรียนมา การปรับตัวคือปราการด่านต่อมาที่ต้องเผชิญ ด้วยพี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะต้องเข้าไปร่วมเรียนรู้กับชาวบ้านเพราะเราไม่ใช่ผู้รู้ที่จะหนีบกระดาษตำรากับทฤษฎีเนื้อหาไปสอนไปบอกให้ทำอย่างนั้นให้ทำ
อย่างนี้ที่เราเห็นว่าเหมาะสม หากแต่สิ่งที่เราเลือกหยิบจากตำราจากบทเรียนกลับเป็นเพียงทักษะเพื่อสร้างการเรียนรู้เช่นการตั้งคำถาม การจดบันทึก การจับ
ประเด็นและการบริหารจัดการโครงการเอาไปใช้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้ชาวบ้านให้ได้ใช้ข้อมูลในการสอนตนเอง บนพื้นฐานของการคิดการตัดสินใจ ด้วย
ข้อมูลและการเรียนรู้ของคนในชุมชน ตอนแรก ๆ ไปก็ไม่ได้ทำอะไรหรอกครับ ผมก็แค่ฟังให้มาก จดให้เยอะก็ไม่รู้อะไรนี่ เราก็ต้องรีบรู้เป็นธรรมดา ไปช่วย
เขาจดช่วยเขาพิมพ์อยู่สักระยะ ต่อมาพอเริ่มจับทางได้ก็ลองสรุปประเด็นสำคัญๆที่เขาพูดคุยกันโยนกลับลงไปในวงได้ผลเกินคาดครับ เรื่องที่ชาวบ้านเขาคุยกัน
สองสามชั่วโมงมันพอสรุปได้เป็นประเด็นอย่างนี้เอง ก็เล่นเอาทึ่งทั้งชาวบ้านทึ่งทั้งพี่เลี้ยงใหม่อย่างเราล่ะซิ เมื่อเรานำทักษะความรู้เดิมที่มีอยู่มาลงขีด ๆ เขียน
เขียน ลองจดลองทำ ผิดบ้างถูกบ้าง อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่าเราควรจะไปเสริมเพิ่มเติมความรู้อะไร ไม่ว่าจะเป็น mind map, mata plan,AAR, ฯลฯ
ต่อมาก็พัฒนามาเป็น power point , mind manager เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้เพิ่มเติมที่เราต้องไปฝึกไปเติมไปหา ไปลักจำจากคนอื่นมาเพื่อตอบสนองกับ
ความต้องการ ปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทำใจที่จะต้องเปลี่ยน ในบางเรื่องบางประเด็น การเปลี่ยนบุคคลิกภาพก็อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นเพราะมาดของบัณฑิตหมาด ๆ สำทับด้วยการแต่งกายที่
เหมือนจะหลุดมาจากหนังสือแฟชั่น นิตยสารชั้นนำ หรือแม้กระทั่งมาดของนักวิชาการคนเมืองหลวง ก็อาจเป็นอุปสรรคที่สำคัญเพราะนั่นแหละคือการเพิ่ม
ช่องว่างระหว่างเรากับคนในท้องถิ่นมากขึ้น โอกาสในการเข้าถึงในการสื่อสารเพื่อรับรู้ถึงเรืองราว และความเป็นไปของชุมชนก็อาจลดน้อยลงมากขึ้นเท่านั้น
หากแต่ต้องสร้างความรู้สึกที่เรียกว่าเท่ากัน บรรยาการศการเรียนรู้การพูดคุยด้วยความรักความเอ็นดู เป็นลูก เป็นหลาน เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง จากคนช่าง
พูดก็อาจต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนช่างฟัง ช่างซักช่างถาม แม้บางเรื่องเป็นสิ่งที่รู้ ๆ กันอยู่แล้วก็ตาม เพราะการฟังที่ดีเราอาจเข้าถึงภายในของผู้อื่นลึกซึ้งมาก
กว่าเนื่อหาแต่เข้าถึงกิริยาอาการและความในใจอย่างแท้จริง เป็นการเปิดโอกาสตัวเองในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ บนวิถีชีวิตของชุมชนได้ดีทีเดียว
ทำใจให้ปลง ที่ไม่ได้หมายความถึงการไม่สนใจอะไรกับมันเลยนะครับ แต่ปลงในบางเรื่องที่เราต้องแลกกับการเรียนรู้ เช่นปลงซะเถอะครับกับเวลาเสาร์
อาทิตย์ที่จะนัดเพื่อนนัดฝูง ไปเฮฮา ดูหนังตามประสา ( จะบอกว่าไม่เคยคิด ไม่เคยมีอันนี้มันก็เวอร์ไปนะ ) แต่หากเราจำกัดตัวเองแค่นั้นเราก็ต้องแลกมันกับ
โอกาสในการเรียนรู้ที่มิได้หยุดในวันหยุดราชการ หรือเราอาจแทบไม่ได้เรียนรู้กับคนบางกลุ่มที่เขาว่างเฉพาะวันหยุดเท่านั้น แม้จะเปิด ปรับ เปลี่ยน ปลง
แต่สิ่งที่ยังดำรงอยู่คือความเป็นตัวตน ความเป็นตัวของตัวเองที่สอดแทรกไปอยู่ในทุกกระบวนการเรียนรู้เท่า ๆกับกระบวนการเรียนรู้ที่สอดแทรกอยู่ในทุกอนู
ของความเป็นตัวเราเช่นกัน วันนี้หากมองย้อนกลับไปการเรียนรู้ที่เราได้ คือบทเรียนประสบการณ์ที่เราให้โอกาสกับตัวเองในการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการได้รับ
โอกาสจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้วยความรักและความปรารถนาดี บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความรู้ เป็นทักษะ ที่จะอยู่กับคนที่ได้ลงมือทำ แม้จะฆ่าเราให้ตายก็เอา
ความรู้เราไปไม่ได้จริง ๆ