ผู้เขียน : ทีมประสานงาน node แม่กลอง
   
 

เมืองสองฝั่ง มั่งคั่งลำคลอง   รสชาติหนึ่งไม่มีสองต้องปลาสลิด

แหล่งผลิตกุ้งนานา  ทำนาตลอดปี   เป็นหนี้ ธกส.๘๐ ล้าน

น้ำบาดาลแสนเค็ม   แต่เต็มใจรับกรรม

ไม่ผิดหรอกครับกับคำขวัญ เก๋ ๆ ที่ผู้เขียนบังเอิญไปเจอที่ ตำบลแพรกหนามแดง  อ.อัมพวา  จ.สมุทรสงคราม อ่านดูแรก ๆแล้วก็ลองนึกภาพถึงตำบลที่เต็มไปด้วย
ลำคลองและความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนแห่งนี้    แต่ตอนท้ายของคำขวัญที่มิได้มีการแต่งเติมแต่อย่างใด   หากแต่เป็นคำขวัญที่ติดปากของคนแพรกหนามแดง พื้นที่ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างคนในชุมชนในเรื่องของการปิด – เปิดประตูระบายน้ำมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี     พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะรับกรรมที่
เกิดขึ้นจนมาถึงปัจจุบันนี้ชาวบ้านเริ่มพูดคุยกันและมองหาทางออกร่วมกันเพื่อสมานรอยร้าวของชุมชนของพวกเขาเอง

แพรกหนามแดงชุมชนเกษตรกรรมอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดสมุทรสงคราม    ตำบลซึ่งมีวิถีชีวิตและลักษณะอาชีพที่ผูกพันกับระบบน้ำ  โดยมีคัน
กั้นน้ำเค็มเป็นตัวแบ่งลักษณะของน้ำ แบ่งลักษณะการประกอบอาชีพ และแบ่งแยกความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนทั้งสองฝั่งด้วยเช่นกัน

กว่า ๒๐ ปีมาแล้วที่ปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้านในตำบลแพรกหนามแดง ไม่ได้ถูกคลี่คลายหรือบรรเทาปัญหาทุกครั้งที่ฝนตก น้ำท่วม บ่อปลา นาข้าว สวนผัก ชาวบ้านฝั่งน้ำจืดมักจะมาเปิดประตูระบายน้ำตามแนวคันกั้นน้ำเค็ม และเป็นเหตุที่ต้องบาดหมางกับชาวนากุ้งธรรมชาติฝั่งน้ำเค็มที่เดินเครื่องสูบน้ำเข้าบ่อกุ้งอย่าง
เต็มอัตรา ด้วยความหวังที่จะฉกฉวยโอกาสช่วงน้ำมาก  เพาะเชื้อกุ้งธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า  น้ำและตะกอนเลนที่ถูกสะสมจนเป็นของเสีย
ก้นคลองส่งผลให้กุ้งปลาในบ่อและในคลองตายเป็นจำนวนมาก  หลายหน่วยงานยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยวิธีตั้งกรรมการดูแลคอยปิดเปิดประตูน้ำ  ท้ายที่สุดกลับ
เหตุการณ์ก็กลับเป็นเหมือนเดิมเพราะเมื่อน้ำท่วมนาข้าว  ความจำเป็นทำให้ชาวนาต้องรีบเปิดประตูระบายน้ำอย่างรวดเร็ว ยิ่งตอกย้ำความขัดแย้งของชุมชนอย่าง
ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเปรียบเสมือนแสงสว่างของชุมชนเมื่อนาย ปัญญา โตกทอง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ม ๕ ต.แพรกหนามแดง ผู้ซึ่งมีโอกาสไปทำความรู้จัก จากภาย
นอก และมั่นใจว่านี่แหละคือทางออกของชุมชนเราได้บอกเล่าอย่างมั่นใจว่า “ตอนแรกที่ผมไปฟังงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่มหาวิทยาลัยมหิดล ผมปิ๊งทันที เพราะจริง
ๆ แล้วปัญหาของชุมชนจะต้องให้ชุมชนเป็นคนแก้ปัญหา ถึงจะเข้าใจปัญหาและเป็นการเกาถูกที่คัน  ”

เวทีพูดคุยของชุมชน ซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบ   ในโครงการวิจัยรูปแบบการจัดการน้ำในคลองตำบลแพรกหนามแดง  อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ภายใต้การสนับสนุน
ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยจึงเริ่มขึ้น จนได้ข้อมูลสภาพพื้นที่ ข้อมูลของชุมชน และองค์ความรู้ในการจัดการน้ำในอดีตถูกนำมารวบรวม และกระเทาะ
ให้ถึงแก่นแท้ของปัญหาจริง ๆ จำเลยที่ ๑ ของชุมชนตอนนั้นคือ ประตูระบายน้ำที่ทั้งเล็ก และแคบกั้นระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม การเปิดประตูที่ระบายของเสียจาก
ก้นคลองก่อน  คือสาเหตุแห่งความบาดหมางของชุมชน    ทำอย่างไรจึงจะมีทางออกร่วมกันได้      ประตูระบายน้ำแบบใหม่จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชุมชน
นาย อุมา ศิลาวงศ์ ชาวบ้าน ม.๔   ต.แพรกหนามแดง  ผู้เขียนแบบประตู กล่าวอธิบายการทำงานของประตูระบายน้ำว่าจากเวทีชาวบ้านสิ่งที่เราได้คือ แนวคิดที่ว่า
คนน้ำจืด  ที่มีอาชีพ  ทำนาข้าว  บ่อปลา สวนผักไม่ต้องการให้น้ำท่วม และไม่ต้องการน้ำเค็ม ส่วนคนน้ำเค็มไม่ต้องการของเสียก้นคลอง จึงต้องเป็นประตูที่ปิดเปิด
จากผิวบน และปิดเปิดได้เองโดยไม่ต้องใช้คนภูมิปัญญาของชาวบ่อกุ้งจึงถูกนำมาใช้ระบบกึ่งฝาย กึ่งประตูจึงถูกนำมาใช้ แรงดันน้ำคือกลไกที่จะคอยปิดเปิดประตู
ได้ทุกเวลาประตูทดลอง ๒ ประตูแรกจะเป็นตัวชี้ว่าแนวคิดของเราสามารถบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้จริงหรือไม่

วันนี้ที่แพรกหนามแดง แม้ว่าฝนจะตกตอนตี ๓ น้ำก็ออกตี ๓ หรือน้ำทะเลหนุนตี ๔ ประตูก็ปิดตี ๔  ชาวบ้านเริ่มเห็นทางออกของพวกเขาร่วมกันที่เคยไม่เข้าใจก็
เข้าใจกัน ที่เคยถือมีดถือปืนจะเข่นฆ่ากันก็เริ่มจับอุปกรณ์ทำกินดังเช่นเคย ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะยุติลง ปัญหาของชุมชนคงจะต้องปิดฉากลงอย่างแน่นอนใครจะรู้
บ้างว่าวันนี้สภาพพื้นที่มันเปลี่ยนไปแล้ว ความอุดมสมบูรณ์ในอดีตถูกกระแสการพัฒนาตัดขาดสะบั้นพื้นที่รกร้างลำคลองไม่มีชีวิต   และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจภาย
หลังจากการทดลองประตูระบายน้ำทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการทดลองประตูตามแนวคิดของชุมชน พบว่าคุณภาพน้ำ
ในคลองตำบลแพรกหนามแดงนั้นเกือบทั้งหมดมีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำอยู่ในระดับที่ต่ำมาก  (๐ – ๒ มิลลิกรัมต่อลิตร)   ซึ่งหมายถึงสัตว์น้ำไม่สามารถดำรง
ชีวิตอยู่ได้ อะไรคือสาเหตุของปัญหาเหล่านี้

ด้วยกระบวนการวิจัยถูกฝังลงในวิถีชีวิตคนแพรกหนามแดง เวทีพูดคุยเรื่องปัญหาคุณภาพน้ำจึงถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อมาหาทางออกร่วมกัน ปัญหาที่พบคือ
คลองต่าง ๆ มีตะกอนดินเลนมาก การขุดลอกคลองที่ผ่านมาเป็นการใช้รถแมคโครมาตักดิน นั้นเป็นการตักดินที่เข็งก้นคลองทิ้งส่วนที่เป็นดินเลนยังคงเดิม ส่งผล
ระดับน้ำในลำคลองน้อย ทำให้คันดินบ่อปลาพังทลาย ผลผลิตจากนากุ้งธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วประเด็นการขุดลอกคลอง จึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญ
การดูดเลนเป็นทางเลือกใหม่ที่ชุมชนคิดว่าน่าจะเป็นทางออก เพราะจะไม่ทำให้คันดินบ่อกุ้งเลื่อน และสามารถนำตะกอนเลนก้นคลองมาใช้เป็นปุ๋ยธรรมชาติได้อีก
ทางหนึ่ง

แม้ว่างานวิจัยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาวแพรกหนามแดงได้ทั้งหมด   และคงจะสนับสนุนชุมชนได้อีกไม่นานก็ตาม  แต่สิ่งที่ทิ้งไว้ คือกระบวนการเรียนรู้
การคิดและตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐาน การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับประโยชน์และร่วมตรวจสอบเป็นทางเลือกและทางรอดของชุมชนในวันนี้

   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้