หลายต่อหลายครั้งในการพูดคุยกันระหว่างวงนักวิจัยเพื่อท้องถิ่น หรือกระทั่งเครือข่ายพี่เลี้ยงนักวิจัยชาวบ้านที่มักคุ้นกัน เรื่องราวมากมายที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็น
พูดคุย กลับไม่ใช่เน้นเนื้อหาและข้อมูลของงานวิจัย แต่กลับเป็นเรื่องราวความกังวล ความเหนื่อยล้า ความเครียดเล็ก ๆ ที่เกิดจากความมุ่งมั่นในการเข้าถึงหัวใจของงาน
วิจัยเพื่อท้องถิ่น นั่นคือสร้างสรรค์ชุมชนวิจัยให้เป็นชุมชนแห่งการมีส่วนร่วม ความเครียด ความกังวลและความเหนื่อยล้าเหล่านี้ ส่วนหนึ่งคงจะเป็นเพราะ การต้อง
เข้าไปสัมพันธ์กับผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งในระดับทีมวิจัยใกล้ชิดและระดับกลุ่มเป้าหมายชุมชน อาจต้องพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทำไมคนไม่เข้าร่วม
ทำไมเขาไม่มีใจสาธารณะ ทำไมขยายกลุ่มคนไม่ได้ และอีกหลายต่อหลายคำถาม จนก่อเกิดความพยายามในการใช้เครื่องมือและเทคนิควิธีการที่จะสร้างสรรค์
งานวิจัยในรูปแบบต่าง ๆ นานา แต่ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพบว่าการยิ่งเพิ่มเทคนิควิธีการและกระบวนการ โดยมองข้ามการเข้าถึงภายในจิตใจคนมากขึ้นเท่าไร
ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มแรงเพิ่มกำลัง ความเหนื่อยล้ามากขึ้นอีกเท่านั้นเป็นวังวนแห่งกระบวนการ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในวงเครือข่ายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม เรื่องราวการพัฒนาศักยภาพทีมวิจัย เป็นประเด็นที่มีการขบคิดและพูดคุยกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่การจะ
พัฒนาอย่างไรให้ทีมวิจัยที่ต่างโครงการ ต่างแนวคิด และที่สำคัญต่างช่วงเวลา ในการเรียนรู้งานวิจัย จะพัฒนาการเก็บข้อมูล การเขียนรายงาน การประสานภาคีหรือ
ต่างก็มีการเรียนรู้ในเวทีพูดคุยประจำเดือนอยู่แล้ว แต่ปัญหาและอุปสรรคส่วนใหญ่กลับเป็นการทำความเข้าใจและเข้าให้ถึงจิตใจของคนมากกว่า แต่แล้วเราต่างพยัก
หน้าเมื่อมีคนพูดถึงสิ่งที่พี่บรรเทา เจริญเนตรกล่าวไว้ในเวทีสรุปข้อมูลของชุมชนแพรกหนามแดงว่า งานวิจัยคือการเข้าถึงความจริง หากเราเข้าไม่ถึงความจริงแล้ว
ความไม่จริงจะรุ่งเรือง ความจริงอย่างหนึ่งที่ทีมวิจัยทุกโครงการจะต้องพบเจอร่วมกันคือ ความจริงของมนุษย์ หรือผู้ที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวิจัย
ไม่ว่าต้นทาง กลางทาง หรือปลายทาง เพื่อเรียนรู้และยอมรับความแตกต่างของมนุษย์และเข้าถึงกระบวนการที่จะดึงความแตกต่างมาสร้างสรรค์กระบวนการวิจัยของ
ชุมชน
การเรียนรู้ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ความเป็นชุมชนเพื่อการเรียนรู้และการทำงานเป็นกลุ่ม (งานพลังกลุ่มและความสุข) โดยกระบวนกรจากเสมสิกขาลัย จึงเป็นวิถี
ทางเลือกใหม่ในการสร้างสรรค์ทีมวิจัยในการที่จะเรียนรู้ตัวเอง เข้าใจผู้อื่น เพื่อพัฒนาพลังสร้างสรรค์ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านงานวิจัย บนเป้าหมายสำคัญ
เพื่อสร้างการเรียนรู้ในระดับบุคคล ค้นหาศักยภาพของตนเองและผู้อื่นที่เน้นการหยิบพลังสร้างสรรค์ มาพัฒนากระบวนการกลุ่มและศักยภาพของทีมงาน โดยผ่าน
กระบวนการฝึกอบรมและการเรียนรู้และกิจกรรมผ่านประสบการณ์ โดยมีเป้าหมายที่ว่าผู้เข้าร่วมอบรมคือผู้ร่วมสร้างการเรียนรู้แบ่งปันประสบการณ์จากความรู้สึก
นึกคิดหลังจากกิจกรรม การเรียนรู้ตัวเองเข้าใจผู้อื่น การฟังอย่างลึกซึ้ง การออกจากพื้นที่ปลอดภัย การการสื่อสารที่นำไปสู่การสร้างพลังของกลุ่มนำมาแลกเปลี่ยนและ
หาข้อสรุปเชื่อมโยงกับกระบวนการวิจัยของแต่ละชุมชนแต่ละพื้นที่ การฝึกอบรมสั้น ๆนี้เองกลับโดนใจนักวิจัยหลาย ๆคนที่กำลังหาทางเข้าสู่ภายในจิตใจคน และค้น
กระบวนการพัฒนาทีมงาน ประสบการณ์การเรียนรู้เหล่านี้จึงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในชุมชนวิจัยอย่างเกินความคาดหมาย
ภาพของความคึกคักในทีมวิจัยหลังจากถูกเติมเชื้อไฟจาการอบรม โหมบรรยากาศของการเรียนรู้ อย่างที่ทีมพี่เลี้ยงสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการทบทวน
เป้าหมายและกระบวนการดำเนินการร่วมกันของโครงการการศึกษากระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูกลุ่มเยาวชนรักแม่กลอง หลังจาการดำเนินการไปแล้วกว่า
1 ปี ให้กับทีมนักวิจัยทั้งเก่าและนักวิจัยใหม่ เกิดความมั่นใจ และความไว้วางใจในกระบวนการวิจัย มองเป็นเป้าหมายช้า ๆ ชัด ๆ ร่วมกันเท่า ๆ กับการเรียนรู้ที่จะ
ไว้วางใจและเข้าใจและให้โอกาสเพื่อนร่วมงานและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการจนสามารถพัฒนาแกนนำใหม่ให้ได้รับโอกาสของการเรียนรู้ คนที่ไม่เคย
ได้ประสานงานก็ได้ประสานงาน คนที่ไม่เคยชวนคุยในเวทีก็ได้ฝึกการชวนคุย ประสบการณ์จากการสั่งสมความกล้านี้เอง ที่จะทำให้ทีมวิจัยสามารถยกระดับและ
พัฒนาตนเองได้มากขึ้นจนสามารถสร้างพลังกลุ่มให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับทีมวิจัยน้องใหม่จากชุมชนบ้านบางพรมที่ขอกลับไปย้ำเป้าหมายร่วมของทีมวิจัยและเป้าหมาย
ร่วมของโครงการ ตลอดจนประเมินแนวทางการดำเนินงานวิจัยของชุมชนตนเองอีกครั้ง ผมได้เรียนรู้ตัวเองและคนอื่นมากขึ้น มันทำให้ผมรู้ว่าการที่ผมตัดสินใจ
คนอื่นว่าเขาไม่เข้าร่วม หรือไม่พูดไม่แสดงความคิดเห็นมาตลอด เพราะเขาไม่สนใจชุมชนสังคม ผมต้องกลับไปคิดใหม่หรือการที่ผมคิดเร็วและตัดสินใจเร็ว จริงๆ
แล้วมันไม่ได้เป็นผลดีซะทีเดียวสำหรับการทำงานในชุมชนของผม ครูสมพร เกตุแก้ว ทีมวิจัยชุมชนบ้านบางพรมกล่าวไว้ก่อนจะกลับไปเรียนรู้และทำความเข้าใจคน
ในชุมชนเดิมด้วยมุมมองใหม่ที่เน้นการถึงภายในเพื่อจะเข้าใจผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะเข้าถึงภายในเรียนรู้และเข้าใจตัวเองไปพร้อม ๆ กัน
นอกจากการเรียนรู้ตัวเอง และเข้าใจผู้อื่นจนส่งผลให้เกิดความไว้วางใจและให้โอกาสกันและกันแล้ว การก้าวข้ามความคุ้นเคยเดิมๆ วิธีการเดิมๆ หรือรูปแบบเดิมๆ ของ
ทีมวิจัยก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างการเรียนรู้กับชุมชน เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราเห็นชาวบ้านจากโครงการศึกษาแนวทางการลดผลกระทบจากช้างกินพืชไร่ฯ
จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที วัน ๆ ทำแต่ไร่สับปะรด แถมบางคืนยังต้องเฝ้าระวังช้าง วางจอบ วางเสียม หันจับสี จับดินสอ จัดกิจกรรมการสะท้อนข้อมูลสู่ชุมชน ผ่านค่าย
เยาวชน คน ช้าง ป่าให้กับเด็กและเยาวชนให้กับหมู่บ้าน เพียงเพราะพวกเขาเชื่อว่าเด็กและเยาวชน จะสามารถสะท้อนเรื่องราวและสร้างความเข้าใจในข้อมูลการดำเนิน
งานวิจัยของชุมชนตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง นำไปสู่การกระตุ้นคนในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง หรือแม้กระทั่งโครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลอง
ต.แพรกหนามแดง ,โครงการการอนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสม ฯ ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากกรอบการวิจัย และแผนการดำเนินงานเดิมของ
ชุมชน
แม้ว่าวันนี้ต่างคน ต่างโครงการ ต่างก็นำรูปแบบ กระบวนการสร้างสรรค์ทีมไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของชุมชนบนพื้นฐานของความเข้าใจและไว้วางใจ
แต่หัวใจของการเรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ทีมที่ทุกชุมชนวิจัยต่างให้ความหมายและความสำคัญร่วมกันคือ การสื่อสาร ทีไม่เพียงเน้นผลสัมฤทธิ์ของข้อมูล/ข่าว
สารเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการสื่อสารที่เน้นการเข้าถึงข้อจำกัด และศักยภาพของผู้เกี่ยวข้องในการสื่อสาร ทั้งภายในและภายนอกทีมวิจัย ทั้งนี้การสื่อสารที่เน้น
พลังสร้างสรรค์ คงต้องเป็นการสื่อสารจากภายในที่มีฐานมาจากการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ความเข้าใจ ความไว้วางใจ ตลอดจนกระบวนการคิดและการวางแผนที่เน้นการ
ดึงศักยภาพภายในของคน ผสมผสานเป็นพลังกลุ่มที่สร้างสรรค์ เป็นพลังกลุ่มที่เน้นการดึงพลังมาจากด้านในของคน พลังที่ก่อให้เกิดมิติใหม่ของการทำงานบน
เป้าหมายและพื้นฐานแห่งการมีส่วนร่วมในทุกระดับ
ประสบการณ์จากที่นี่อาจเป็นเพียงบทเรียนหนึ่งที่เพิ่งก่อเกิดผลแห่งการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ กระจายอยู่ในพื้นที่ แต่การนำการเปลี่ยนแปลงจากการเรียนรู้เหล่านี้มาแลก
เปลี่ยนมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน ก็นับเป็นวาระที่เราไม่อาจละเลย เพราะอาจเปรียบเสมือนการเติมเต็มความรู้และความเข้าใจของเครือข่ายนักวิจัย ส่วนที่ล้นที่เหลือคือ
ประสบการณ์ที่ต่างคนต่างเรียนรู้ที่จะหยิบจะฉวยไปใส่ภายในของตน พัฒนาให้สัมฤทธิ์ผลสอดประสานกับ เทคนิค กระบวนการแนวคิดและหลักการของงานวิจัย
เพื่อท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ยังคงท้าทายพี่เลี้ยงให้ขบคิด ค้นหากระบวนการในการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสัมพันธ์กับศักยภาพของนักวิจัย และยังคงต้องคำนึงถึง
ความหลากหลายขงนักวิจัย ก่อร่างสร้างพลังกลุ่มเครือข่ายรองรับอีกระดับบนการยอมรับและเรียนรู้ร่วมของทุกคน