ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวสมุทรสงครามนับร้อย ๆปี ในการจัดการป้องกันน้ำเค็ม ผนวกกับภูมิปัญญาการทำนากุ้งปัจจุบัน ที่ใช้ท่อดันน้ำในการสูบน้ำเข้าบ่อ
เมื่อมีแรงดันน้ำฝาท่อจะเปิด และเมื่อไม่มีแรงดันน้ำฝาท่อก็จะปิด การนำเอาภูมิปัญญาทั้งสองนี้มารวมกันผสานกับข้อมูลจากเวทีชาวบ้าน จนกลายมาเป็น
ประตูระบายน้ำ นวัตกรรมใหม่ของการจัดการน้ำโดยชุมชน โดยมีลักษณะใหม่ที่ยังใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมตามรูปแบบของกรมชลประทานเพียงแต่ปรับ
ให้ช่วงบนเป็นบานสวิงที่สามารถระบายน้ำที่เกินระดับความต้องการออกจากพื้นที่น้ำจืดและปิดตัวเองเมื่อระดับน้ำในฝั่งน้ำเค็มสูงขึ้น โดยกำหนดระดับน้ำ
ให้สอดคล้องกับความต้องการของชาวนาข้าว บ่อปลาและสวนผัก และยังสำรองบานไม้เล็กๆ เพื่อปรับระดับความสูงต่ำของน้ำตามความต้องการอีกด้วย
ภาพของการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องคุณภาพน้ำและการมีส่วนร่วมของชุมชนถูกทำให้ชัดขึ้นหลังจากการทดลองประตูระบายน้ำตามแนวความคิดของชุมชน
โดยการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งทำให้เกิดกระแสการพูดคุยในชุมชนเกี่ยวกับประตูระบายน้ำบานใหม่นี้ แม้ว่าการ
เปลี่ยนประตูระบายน้ำจำนวน 2 ประตูในพื้นที่แพรกหนามแดง จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ในชุมชนแล้วก็ตาม แต่ทว่าด้วยจำนวนประตูที่ไม่
เพียงพอต่อความต้องการในการระบายน้ำประกอบกับข้อจำกัดของประตูที่เกิดขึ้น จึงทำให้ทีมวิจัยชุมชนต้องเร่งพูดคุยทั้งในเรื่องการปรับรูปแบบของ
ประตูและการประสานงานการแก้ไขประตูระบายน้ำ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งข้อดีและข้อที่ต้องปรับปรุงของประตูถูกรวบรวมจากเวทีเก็บรวบรวมข้อมูล
หลังการทดลองประตูระบายน้ำ เช่นการความสูงต่ำของประตู ปัญหาขยะที่ติดค้างบริเวณบานสวิง ปัญหาของเสียก้นคลอง และอันตรายจาการปรับระดับ
ประตูระบายน้ำ ปัญหาขยะที่ติดค้างบริเวณบานสวิงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ทีมวิจัยต้องขบคิดและปรับปรุงจนเกิดการทำตระแกรงเพื่อป้องกันขยะหน้าประตู
ในระยะแรกพร้อมทั้งวางแผนการสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดการขยะของชุมชนเพื่อรองรับปัญหาในระยะยาว จากเวทีเก็บข้อมูลหลายหลายพื้นที่ ทำให้
มีการปรับปรุงรูปแบบของประตูให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น โดยรูปแบบประตูยังคงเดิมแต่เปลี่ยนแปลงเพียงบานไม้ที่ปรับระดับน้ำตามความ
ต้องการของฝั่งน้ำจืดให้เป็นบานปรับระดับจากด้านบน โดยไม่ต้องใช้คนลงไปปรับในน้ำ เพื่อลดอันตรายและเพื่อความสะดวกในการจัดการของชุมชน
แนวคิดและแบบจำลองประตูและแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชนได้เผยแพร่ นำเสนอสู่สาธารณชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตลอดจนการ
ประสานงานผลักดันผ่านช่องทางต่าง ๆทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบประตูน้ำในพื้นที่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในการระบายน้ำ และบรรเทาปัญหา
ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม หรือแม้กระทั่งจากกรมชลประทานทั้งในรูปแบบการปรับปรุงเพื่อ
บรรเทาปัญหา หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ แต่สิ่งที่ทีมวิจัยต้องขบคิดต่อยอดก็คือการจัดการของเสียก้นคลอง และการจัดการของชุมชนที่
สอดคล้องกับการปรับระบบประตูระบายน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของชุมชนแห่งนี้