ปัญหาช้างกินพืชไร่ของชาวบ้านที่อยู่ขอบไร่ชายป่าบริเวณหนองเสือ พุใหญ่ หุบมะซาง กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับว่าเป็นปัญหาการกระทบ
กระทั่งระหว่างคนกับช้างที่สร้างความเสียหายให้กับชาวไร่ และก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา สับปะรดซึ่งเป็นรายได้หลักของชาวบ้านเป็นอันต้องสูญเสียจากการ
เดินทางของช้างป่า จากเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรีที่ลงมากินสับปะรดของชาวบ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ในช่วงที่ราคาสับปะรดตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัม
ละ ๕๐ สตางค์ ชาวบ้านจึงปล่อยให้ช้างลงมากินสับปะรดโดยไม่มีการขับไล่แต่อย่างใด ต่อมาช้างได้เรียนรู้รสชาติและรู้ว่ามันสามารถลงมากินได้ จึงตัดป่าออกมา
กินสับปะรดอย่างต่อเนื่อง ชาวไร่หลายรายทนแรงกดดันไม่ได้ จึงทำร้ายช้างจนเสียชีวิต นั่นก็หมายถึงอาจมีผลที่จะตามมาอีกเช่น การเวนคืนที่ดินจาการทำไร่
สับปะรดในบางพื้นที่ ส่งผลให้ช้างกลับออกมากินพืชไร่ในอีกพื้นที่หนึ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทำให้คนที่เกี่ยวข้องสรุปหรือฟันธงว่า ช้างมากินสับปะรด
ชาวบ้านจนเป็นเหตุให้มีการฆ่ากันนั้นมาจากไม่มีอาหารกินในป่าคงไม่มีน้ำ ช้างอด หิว เพราะฉะนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการกองอาหาร บางครั้งก็เอาเกลือมาโรยทำโป่ง
ขุดบ่อทำแหล่งน้ำในที่ๆ เวนคืนนั้น ซึ่งการแก้ปัญหานั้นกลับไม่ได้ลดปัญหาลงเท่าใดนัก เพราะเมื่อกองอาหารให้ช้าง ช้างจึงเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
อาหารจากการหาอาหารเองเป็นการออกมาหากินบริเวณขอบไร่ ชายป่า ช่วงใหนมีอาหารที่กองไว้ก็กิน ช่วงไหนไม่ได้กอง ก็กินเลยออกมาสับปะรดของชาวบ้าน ส่ง
ผลให้เกิดความกระทบกระทั่งและความพยายามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านเอง องค์การบริหารส่วนตำบล อุทยาน
แห่งชาติมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปภัมภ์ ด้วยการทดลองวิธีการรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นการออกมาเฝ้าไร่เป็นประจำ
ทุกคืน การไล่ช้างด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นการใช้เสียง ใช้แสงไฟ แม้กระทั่งการช๊อตให้กลัวด้วยการดัดแปลงรั้วไฟฟ้ากั้นวัวมาใช้ล้อมไร่ เพื่อสกัดกั้นช้างที่ลงมากินพืช
ไร่ แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับจำนวนของช้างและการเรียนรู้ของช้างที่เพิ่มมากขึ้นได้ อีกทั้งหากยังปล่อยให้สังคมคิดว่าช้างขาดน้ำ ขาดอาหารแล้วยังสนับสนุนการ
กองอาหาร ผลกระทบสุดท้ายก็จะเกิดกับชาวบ้าน เพราะชาวบ้านไม่รู้ว่า การกองอาหารให้ช้างจะมีอยู่อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ในขณะที่ชาวบ้านยังทำกินอยู่กับป่า
และช้างก็ยังลงมามากินสับประรดอยู่เป็นระยะ ๆ
จนเมื่อชุมชนบริเวณหนองเสือ พุใหญ่ หุบมะซาง ได้ร่วมกับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า ฯ ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาช้างลงมากินพืชไร่อย่างเป็นระบบ และได้เรียนรู้การ
ใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหา โดยใช้ข้อมูลและการเรียนรู้ร่วมกันมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชน กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึง
เริ่มขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๖ จากการพูดคุยเพื่อเรียนรู้ข้อมูลความเป็นมาของพื้นที่ และสถานการณ์ช้างที่ลงมากินพืชไร่ การเคลื่อนย้ายหากินของช้าง ตลอดจนวิธีการแก้ไข
ปัญหาที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการที่ชาวบ้านยังคงต้องทำไร่สับปะรดและยังคงต้องเฝ้าระวังช้างไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ปีกว่ากับการเรียนรู้ข้อมูลผ่านวงพูดคุยของ
ชาวบ้านเป็นประจำควบคู่ไปกับการจดบันทึกข้อมูล สถานการณ์ช้างและสถานการณ์ของพื้นที่ และการเดินศึกษาธรรมชาติในป่าซึ่งก็พบว่ายังมีแหล่งน้ำ และแหล่ง
อาหารสำคัญสำหรับช้างเป็นจำนวนมาก จุดเปลี่ยนสำคัญจากกระบวนการเรียนรู้ก็คือจากข้อมูลพูดคุยร่วมกัน ทีมวิจัยได้เปลี่ยนแนวความคิดในการป้องกันช้างและ
ขับไล่ช้างออกจากพื้นที่เป็นการต้องเรียนรู้พฤติกรรมของช้างและหาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง ด้วยข้อมูลที่พบว่าในป่ามีอาหารอยู่มาก ประกอบกับ
พฤติกรรมของช้างที่ติดใจในรสชาดและการเรียนรู้ต่อการป้องกันของคนตลอดจนวงรอบการเคลื่อนตัวของช้างป่าในรอบปี ทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาแนวทางใน
การเฝ้าระวังช้างป่าได้ระดับหนึ่ง เช่น การสร้างรั้วคน คือใช้ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนตัวของช้างป่า วางแผนการป้องกันอย่างเป็นระบบจากต่างคนต่าง
ไล่ เป็นการร่วมมือกันระหว่างชาวบ้านด้วยกันเองและเจ้าหน้าที่อุทยาน หรืแม้กระทั่งการการพัฒนารูปแบบอุปกรณ์ในการป้องกันช้าง ตลอดจนแนวคิดในการปลูก
พืชชนิดอื่นเพื่อทดแทนการปลูกสับปะรด เช่นไผ่ ในแนวหัวไร่ชายป่า ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า
และพันธุ์พืชในการพัฒนาเครื่องส่งสัญญาณติดตามการเคลื่อนไหวของช้าง สัญญาณเตือนบริเวณด่านช้างและการพัฒนาศูนย์ข้อมูลการสื่อสารในการดูแลและเฝ้า
ระวังช้างอย่างเป็นระบบ
นอกจากกระบวนการในการพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังช้างแล้วสิ่งที่ก่อเกิดกับกระบวนการเรียนรู้ของทีมวิจัยและชุมชนคือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการใช้
ข้อมูลในการพัฒนาอาชีพของตนเอง เช่นการจดบัญชีครัวเรือน ในการผลิตสับปะรด การใช้ข้อมูลในการประเมินศักยภาพการผลิต ตลอดจนการปรับเปลี่ยนวิธีคิด
จากการผลิตสับประรด เป็นอาชีพอื่น ๆ และหันมาทบทวนกระบวนการผลิตโดยประเมินผลกระทบต่อสุขภาพตนเองมากขึ้น เช่น การปลูกไผ่เลี้ยงหวาน ลดการใช้
สารเคมีในการเกษตร การศึกษาศักยภาพพื้นที่ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งกระบวนการคิดและแนวทางการปฏิบัติเหล่านี้ต่างพัฒนามาพร้อมกับ
ทักษะในการจดบันทึก การสรุปรายงานการประชุม การใช้ข้อมูลในการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ที่มากับกระบวนการวิจัยโดยไม่รู้ตัว
ผลจากการดำเนินงานของทีมวิจัยชาวบ้านกว่า ๓ ปี วันนี้สถิติของช้างที่ลงมากินพืชของชาวบ้านลดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งแม้ช้างจะยังวนเวียนมากินพืชไร่ของ
ชาวบ้านอยู่บ้างแต่วิธีคิดและมุมมองทัศนคติของชาวบ้านที่นี่เปลี่ยนไป การขับไล่ การทำร้ายช้างแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใย เมื่อใดที่ช้างกลุ่มใดฝูงใดหายไป
กลุ่มคนเหล่านี้จะเฝ้าเพียรถามความเป็นไปของมัน และเมื่อกระบวนการเฝ้าระวังเป็นระบบมากขึ้น ประกอบกับความพยายามของการแก้ไขปัญหาของชุมชนและ
หน่วยงาน วันนี้เมื่อปริมาณช้างลงมากินพืชไร่ลดลง เวลาและความเครียดในการปกป้องผลประโยชน์ก็ลดลงไปด้วย และเมื่อปัญหาที่เสมือนมีดจ่อคอ บรรเทาลด
น้อยลง โอกาสในการก่อรูปก่อร่างในการพัฒนาประเด็นอื่น ๆ จึงเริ่มผลิดอกออกผล บนพื้นฐานการอยู่ร่วมกัน ของ คน ช้าง ป่า บนวิถีพึ่งพาและผูกพัน