นับแต่ เมษายน 2548 เป็นต้นมา  ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม นำโดยคุณ ธเนศ มณีศรีขำ เริ่มขับเคลื่อนโครงการ นำร่องบูรณาการ
การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในสมุทรสงคราม
เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจภายใต้นโยบายแห่งรัฐของศูนย์ต่อสู้ความยากจน (ศตจ.) โดยกระทรวงมหาดไทย

การจัดการระบบน้ำ เกษตรปลอดสาร การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์องค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน แผนชุมชน เป็น 5 ประเด็นหลักในการ
ขับเคลื่อนเนื่องด้วยมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด

ช่วงเริ่มต้นถึงเดือนสิงหาคม แกนนำในพื้นที่ต่างก็มาร่วมกันดำเนินงานตามประเด็นที่สนใจ และมีความคืบหน้าดังนี้

ประเด็นการจัดการระบบน้ำ จากการเปิดเวทีสร้างความเข้าใจและการเก็บรวบรวมข้อมูลสถานการณ์การจัดการระบบน้ำ3 นิเวศน์ ผ่านเวทีกิจกรรมของแต่ละ
ประเด็น   รวมทั้งจากการเปิดเวทีพูดคุยเรื่องสถานการณ์น้ำร่วมกันระหว่างเครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลอง   และเครือข่ายพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่  จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี
เป็นต้น ทำให้สามารถคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบ 3 พื้นที่  ได้แก่ ม. 3  ตำบลแพรกหนามแดง ( ระบบน้ำกร่อย-ทำนาข้าว) และตำบลท่าคา(ระบบน้ำจืด-การท่องเที่ยว)
อำเภออัมพวา ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง (ระบบน้ำเค็ม-การประมง) โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลบัญชีรายรับ – รายจ่ายควบคู่กับการเปิดเวทีพูดคุย ตรวจสอบ
ข้อมูล ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีการจัดการน้ำที่แตกต่างกัน เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบที่จะตอบโจทย์ว่าการจัดการน้ำทั้ง 3 ระบบ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของชุมชนอย่างไร
ส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ และสามารถลดรายจ่ายจากส่วนใด

ประเด็นเกษตรปลอดสาร   มีการประชุมถอดบทเรียน  หาสาเหตุที่ทำให้การดำเนินงานเกษตรปลอดสารไม่สามารถขยายการดำเนินงานได้ในระยะที่ผ่านมา
จากนั้นนำบทเรียนที่ได้มาปรับกระบวนการดำเนินงาน   เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับเครือข่ายเกษตรปลอดสารที่ดำเนินงานร่วมกันมาเป็นระยะเวลานานให้เห็น
ความสำคัญของการทำเกษตรปลอดสาร   และเรียนรู้การดำเนินงานระหว่างเครือข่ายในพื้นที่ วางแผนเก็บรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ต้นแบบ 12 ตำบล ได้แก่  1)
แพรกหนามแดง   สวนหลวง   แควอ้อม   เหมืองใหม่  บางข้าง  ในอำเภออัมพวา  2) บางพรม โรงหีบ ในอำเภอบางคนที   3) คลองเขิน นาง ตะเคียน บางแก้ว
ท้ายหาด  บางขันแตก  ในอำเภอเมือง   โดยการใช้แบบสอบถาม  ควบคู่กับการเก็บรวบรวมข้อมูลจากศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ข้อจำกัดของการทำเกษตรปลอดสารร่วมกัน

ประเด็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีการเปิดเวทีสร้างความเข้าใจควบคู่กับการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเข้าร่วมเวที ส่งผลให้หน่วยงานที่
เกี่ยวข้องรับทราบสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยในเวที  ปัญหาบางส่วนได้รับการแก้ไข ได้แก่ ชมรมผู้ขับเรือขอต่อรองการเปลี่ยนเครื่องเรือ เพื่อลดการใช้
พลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากมูลนิธิศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์      การฝึกอบรมภาษาอังกฤษให้แก่ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวจากศูนย์พัฒนาฝีมือ
แรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นต้น   ส่งผลให้ได้รับความสนใจจากผู้ที่เข้าร่วมการประชุมเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้ยังเกิดเครือข่ายและการรวมกลุ่มในพื้นที่
ได้แก่  ชมรมการท่องเที่ยวอำเภอบางคนที เพื่อรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัด  ประสานการท่องเที่ยวระหว่างสถานที่พัก แหล่งท่องเที่ยว   และร้านอาหาร
ชมรมผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว  นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์และเก็บรวบรวมข้อมูลสถานการณ์การท่องเที่ยวจากคนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง     โดยการใช้
แบบสอบถามควบคู่กับการจัดเวทีพูดคุย     เพื่อคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกในการจัดการท่องเที่ยวเพื่อเพื่มรายได้และขยายโอกาสในการ
ประกอบอาชีพในพื้นที่ต่อไป

ประเด็นองค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน เปิดเวทีสร้างความเข้าใจในพื้นที่ 3 อำเภอและเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มองค์กรการเงินที่เกิดจากการจัดตั้งของ
เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเกิดจากการจัดตั้งของชุมชนเอง ได้แก่ เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน,เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดสมุทรสงคราม(พัฒนาชุมชน)
โครงการสวัสดิการผู้สูงอายุจังหวัดสมุทรสงคราม ( สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) สหกรณ์การเกษตร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เครือข่ายกลุ่มสัจจะสะสม
ทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณภาพครบวงจรชีวิตจังหวัดสมุทรสงคราม (ภาคประชาชน) นอกจากนี้ยังวางแผนการเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรการเงินที่มีอยู่แต่ละพื้นที่ให้
มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน  เพื่อศึกษาข้อดี  ข้อด้อย  โอกาส  และอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่ม  และคัดเลือกกลุ่มองค์กรการเงินต้นแบบ    เพื่อเก็บ
รวบรวมข้อมูลเชิงลึกต่อไป จากการดำเนินงานที่ผ่านมาล่าช้าเนื่องจากไม่ได้มีการรวมกลุ่ม / เครือข่ายกลุ่มองค์กรการเงินในพื้นที่มาก่อน ทำให้ต้องใช้ระยะเวลา
ในการสร้างความเข้าใจกระบวนการดำเนินงานและสร้างการรับรู้ร่วมกันทั้งทีมแกนนำและกลุ่มองค์กรการเงินต่างๆ ในพื้นที่

ประเด็นการถอดบทเรียนการจัดทำแผนชุมชน  เริ่มจากการประชุมถอดบทเรียนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนชุมชน ได้แก่ วิทยากรกระบวนการ แกนนำ
ชุมชน  เพื่อถอดบทเรียนความสำคัญและความเข้าใจในการจัดทำแผนชุมชน  กระบวนการดำเนินงาน  ปัญหา / อุปสรรคที่พบ   และถ้าจะจัดทำแผนชุมชนควร
เริ่มต้นอย่างไร ซึ่งพบว่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นกระบวนการขั้นตอนของการสร้างความเข้าใจแนวคิด ตลอดจนการติดตามของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ถ้าจะ
จัดทำแผนชุมชน ควรเริ่มจากการบันทึกบัญชีรายรับ – รายจ่ายของแต่ละครัวเรือน        จากนั้นได้ดำเนินการจัดทำแผนชุมชนโดยเริ่มต้นจากครัวเรือนที่สมาชิก
สามารถบันทึกข้อมูลได้   ดำเนินการบันทึกบัญชีรายรับ – รายจ่ายในพื้นที่ 3 อำเภอ  23 ตำบล  920 ครัวเรือน  ตั้งแต่วันที่  1 กรกฎาคม –31 สิงหาคม 2548
ขณะนี้อยู่ระหว่างการสร้างความเข้าใจเพื่อเตรียมการวิเคราะห์ข้อมูลในพื้นที่อำเภอบางคนที จำนวน 13 ตำบล และติดตามความคืบหน้าการจัดทำบัญชีรายรับ
– รายจ่ายในพื้นที่อำเภออัมพวาและอำเภอเมือง จำนวน 10 ตำบล นอกจากนี้ทีมทำงานยังวางแผนการบูรณาการร่วมกับประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการ
เชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคีเครือข่ายที่จะหนุนเสริม/แก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง

ข้อมูลต่างๆ  และความคืบหน้าในการดำเนินงานถูกนำเสนอในเวทีระดับจังหวัด  ทำให้พบว่าในทุกประเด็นมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อการดำรงชีวิตของ
คนสมุทรสงคราม เกี่ยวร้อยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมารับรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจในกระบวนการดำเนินงาน สู่การบูรณาการในระยะต่อไป
ได้แก่ สำนักงาน
สาธารณสุขจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชน  ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเกษตรจังหวัด
ธนาคารออมสิน   กรมชลประทาน   สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)   อบต.  เทศบาล   มศว.  สกว.  ม.มหิดล  ททท.  สสส.  พอช.
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ส่งผลต่อความสัมพันธ์ ในการดำเนินงานระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และภาควิชาการ ดังนี้

1) ภาคประชาชนกับภาคประชาชน เกิดเครือข่ายแกนนำดำเนินงานทั้ง 5 ประเด็น ครอบคลุม 3 อำเภอ  ทำให้เกิดพลังและความสามัคคีในชุมชน มีเครือ
ข่ายการดำเนินงานของแต่ละประเด็นในพื้นที่ในระดับอำเภอ และระดับจังหวัด   แต่ขาดการสานเครือข่ายลงในพื้นที่ระดับตำบลทำให้ขาดพลังในระดับพื้นที่
ปฏิบัติการ   คณะทำงานโครงการฯ   ได้วางแผนการดำเนินการสานเครือข่ายระดับตำบลในระยะต่อไป     โดยการคัดเลือกเครือข่ายที่ดำเนินงานในพื้นที่แต่ละ
ประเด็นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรับทราบการดำเนินงานร่วมกันในระดับตำบล   ถ้าแต่ละเครือข่ายสามารถมองภาพรวมการดำเนินงานร่วมกันในพื้นที่ได้ ก็จะ
สามารถบูรณาการการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกันได้ต่อไป

2) ภาคประชาชนกับภาครัฐ  บางส่วนเกิดการหนุนเสริมการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม   เช่น ประเด็นการท่องเที่ยว  มีการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง
ประเด็นแผนชุมชน เห็นภาพการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง  มีการนำกระบวนการดำเนินงานของโครงการฯ ไปปรับใช้
กับการวางแผนการดำเนินงานของภาครัฐอย่างเหมาะสม   นอกจากนี้ ภาคประชาชนและภาครัฐบางส่วนเริ่มมีความต้องการการบูรณาการการดำเนินงานของ
แต่ละประเด็น เพื่อให้องค์กร/หน่วยงานราชการรับรู้การดำเนินงาน ควบคู่กับการวางแผนการเปิดเวทีบูรณาการระดับอำเภอ เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานภาพ
รวมสู่ระดับนโยบายต่อไป

3) ภาคประชาชนกับภาควิชาการ  ภาคประชาชนบางส่วนเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของข้อมูล  กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การ
สังเคราะห์ข้อมูล  การวางแผนจัดเก็บข้อมูลผ่านการบันทึกบัญชีรายรับ – รายจ่ายครัวเรือน  เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานการณ์ร่วมกัน   และเวทีติดตามความ
คืบหน้าการดำเนินงานประจำเดือน     บางประเด็นอย่างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก็มีการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร
และสำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรมในการพัฒนาแผนงาน เครือข่ายวิสาหกิจการท่องเที่ยว จ.สมุทรสงคราม
ประเด็นแผนชุมชนมีการพัฒนาระบบแผนชุมชนเริ่มสร้างความเข้าใจชุมชน   เพื่อเตรียมวิเคราะห์ข้อมูล    ส่วนภาพรวมการดำเนินงานของแต่ละประเด็นอยู่
ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

ล่าสุดก็มีประชุมถอดบทเรียนการดำเนินงานของโครงการเมื่อ 19 – 20  กันยายน 2548  ณ  ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม  เพื่อวิเคราะห์
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้  กระบวนการดำเนินงาน และบทเรียนที่จะนำไปปรับใช้กับการดำเนินงานในระยะต่อไป พร้อมๆ กับนำข้อมูลที่ได้ในทุกๆ ประเด็นมา
วิเคราะห์และนำเสนอแผนแก้จนในระดับจังหวัด

โดยสรุปในแต่ละประเด็นยังคงต้องศึกษาข้อมูลในพื้นที่ต้นแบบในเชิงลึกต่อไป      สำหรับบางประเด็นยังอยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ก็ต้องเสาะหาพื้นที่
ต้นแบบเพื่อศึกษาในเชิงลึกเช่นกัน   ขณะเดียวกัน ก็มีร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  สร้างความเข้าใจ  เชื่อมโยงการทำงานด้วยเวทีระดับจังหวัด  เน้นกระบวนการ
เรียนรู้ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในภาคประชาชน ภาครัฐ  และภาควิชาการ ปัญหาบางส่วนสามารถคลี่คลายโดยชุมชนเอง บางส่วนก็มีหน่วยงานต่างๆ
เข้ามารับรู้และสานต่อการทำงาน         หรือในอนาคตอาจมีบางพื้นที่ที่อาจต้องพัฒนาเป็นโจทย์งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นรูปรอยแห่งการบูรณาการที่คงต้อง
ดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้สามารถคิดวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขความยากจนตามความคาดหวัง

   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้