ผู้เขียน : ศิริวัฒน์ คันทารส
 ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสมุทรสงคราม

   
 

ถ้ามองย้อนการพัฒนาศักยภาพทีมวิจัย บทเรียน3 ปีที่ผ่านมาของNodeแม่กลอง อาจมองให้เห็นถึงกระบวนการที่พยายามเรียนรู้เพื่อที่จะ พัฒนาตัวเองของ
พี่เลี้ยง 
จนไปสู่การจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อ พัฒนาศักยภาพให้กับทีมวิจัย  ซึ่งโดยเบื้องต้นนั้นเป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาบนพื้นฐานการเติมสิ่งที่ขาด และการ
ยกระดับสิ่งที่มีอยู่เดิมโดยสามารถแบ่งได้ออกเป็น3ส่วนหลักๆคือการพัฒนาในระดับโครงการและการพัฒนาในระดับเครือข่ายและการหนุนเสริมจากภายนอก

1. การพัฒนาในระดับโครงการ   เป็นการหนุนเสริมกระบวนการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น   และทักษะกระบวนการการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้
กับนักวิจัยในระดับโครงการ  เช่น  การจดบันทึก  การสรุปประเด็น  การชวนคุย ตั้งคำถาม และการจัดกระบวนการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ นักวิจัยจะเริ่มเรียนรู้
ตั้งแต่เริ่มรู้จักกับพี่เลี้ยงเพราะกระบวนการพัฒนาโจทย์วิจัย  พี่เลี้ยงจะเป็นคนทำหน้าที่ชวนคุย  ตั้งคำถามในเวทีเรียนรู้ของชาวบ้านไป พร้อมกับการจดบันทึก
และการจับประเด็น    รวมถึงการนำรายงานสรุปมาทบทวนให้ชุมชนที่
กำลังพัฒนาโครงการวิจัยได้เห็นกระบวนการทำงาน    และสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า
“ช่วงแรกนี้กระบวนการเรียนรู้จะเป็นการทำให้ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน บทบาทหน้าที่ของทีมวิจัยเมื่อได้รับโครงการก็ไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่พี่เลี้ยงทำในช่วงนี้”
      
รวมไปจนถึงการบริหารจัดการงบประมาณที่ต้องให้ทีมที่กำลังพัฒนาโครงการค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับไปจนคุ้นเคย ลองคุยลองบันทึกไปพร้อม ๆ กัน

* ช่วงนี้อาจต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่าเราจะร่วมเรียนรู้และหนุนเสริมในช่วงต่อไปไม่ใช่เรา(พี่เลี้ยง)จะทำให้ตลอดไป ทักษะต่าง ๆ ที่ต้องเรียนรู้ และพัฒนา
ศักยภาพภายในโครงการ มี ดังนี้

    การจัดกระบวนการเรียนรู้   เมื่อเริ่มดำเนินงาน กระบวนการเรียนรู้ที่ซึมซาบ ก็จะถูกนำมาทดลองใช้ในเวทีของชุมชนผ่านการวางแผนวิธีการร่วมกันว่า
“
เป้าหมายเวทีนี้คืออะไร ”  ” ชวนใครมาคุยและชวนอย่างไร ”  “ เราจะมีขั้นตอนอะไรบ้าง ”  สุดท้าย“ ใครจะทำหน้าที่อะไรบ้าง ” เมื่อถึงในเวทีเราก็มีหน้าที่
นั่งสังเกตการณ์ ว่าการดำเนินกิจกรรมเป็นไปตามที่คุยกันไว้ไหม   แม้บางครั้งจะไม่มีแม้ผู้เข้าร่วมนอกจากทีมวิจัย     แต่ก็เป็นโอกาสในการพัฒนาทีมให้เติบโต
มากขึ้น
“ทำไมไม่มีคนมาร่วมเลย” คำถามแรกที่ยิงเข้าในวงพูดคุยสรุปจัดกิจกรรมครั้งแรกของนักวิจัยโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสม โดยโรงเรียนและชุมชน
วัดศรีสุวรรณคงคาราม ค่อยๆ ลัดเลาะเข้าไปถึงที่มาของอุปสรรค ถึง วิธีการชวนคนมาร่วมพูดคุย  กระบวนการสร้างความเข้าใจกับชุมชน สรุปวิเคราะห์ และ
เชื่อมโยงความรู้ ที่เกิดประสบการณ์สร้างการเรียนรู้ให้กับทีมวิจัย

   การบันทึกและสรุปการประชุม  ช่วงแรก ๆ อาจเป็นเรื่องที่แปลกและไม่คุ้นชินกับการขีด ๆ เขียน ๆ ของชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งการจดบันทึกและการ
จับประเด็นการสร้างความมั่นใจอาจเป็นเรื่องแรกที่ต้องหนุนเสริมกันก่อน   เพราะบทเรียนจากการเริ่มฝึกฝนและการพัฒนาตัวเองของพี่เลี้ยง   ประสบการณ์
จึงถูกเอามาปรับใช้กับชุมชนวิจัย ขั้นแรกอาจให้เขียนและบันทึกลงสมุด แล้วลองให้นึกให้คิดว่าถ้าต้องเขียนบนกระดานจะเขียนอย่างไร ลองดูซิว่าจับประเด็น
อะไรได้บ้างมากน้อยแค่ไหน “ ความยากของการบันทึกขึ้นกระดานคือ กล้าที่จะผ่านการลากอักษรตัวแรกบนกระดาษเปล่าบนกระดาน ”    ดังนั้นครั้งแรกอาจ
ต้องสร้างกำลังใจว่าเราจะช่วยบันทึกสำรองไว้ด้วย แล้วลองนำมาเรียนรู้ร่วมกัน   “เห็นไหมก็ทำได้นี่พี่ ”   ค่อย ๆ ปรับค่อย ๆ  เสริมกันแล้วลองมาดูว่ายังขาด
ทักษะ ยังขาดความรู้อะไรที่ต้องเสริมเพิ่มเติมกันอีก

   พัฒนาชาวบ้านให้พร้อมรับการจัดการการเงินของชุมชน    ซึ่งนับเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่อาจต้องพัฒนาไปพร้อมกับกระบวนการเรียนรู้
ของชุมชน การพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการการเงินร่วมกันของทีมวิจัยจะเป็นฐานสำคัญในการบริหารจัดการองค์กรการเงินอื่น ๆ ในชุมชน เช่น
กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ แต่หน้าที่การดูแลการเงินอาจมีทั้งคนอยากทำ และไม่อยากทำ (เพราะเป็นเรื่องยุ่งยาก เดี๋ยวเข้าตัว)

เรื่องนี้จะแก้ด้วย การบริหารจัดการการเงินโครงการวิจัยด้วยการเรียนรู้ไปพร้อม กัน ทั้งทีม และ ตรวจสอบกันเป็นระยะ ๆ ความหนักใจและลำบากใจในการ
รับภาระก็จะคลี่คลายไป   นอกจากนี้ในสถานการณ์ชุมชนอาจมีบทเรียนประสบการณ์การบริหารจัดการการเงินในอดีต หรือในกิจกรรมอื่น ๆ  ของชุมชนการ
เรียนรู้ที่จะนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการจัดการการเงินและบัญชีโครงการยิ่งทำให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน และไม่เป็นเรื่องใหม่ที่ยุ่งยาก  เช่น การจัดการ
กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิตที่แพรกหนามแดง  หรือการจัดการบัญชีและการเบิกจ่ายที่ละเอียดและรัดกุมที่กลุ่มเฝ้าระวังช้างป่า
อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

2. การพัฒนาในระดับเครือข่าย โครงการวิจัยของจังหวัดโดยเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมวิจัยผ่านเครือข่ายโดยดึงจุดเด่นของทีม
วิจัยแต่ละพื้นที่มาสร้างการเรียนรู้ให้กับทีมอื่น ๆ   ผ่านวงเครือข่ายนักวิจัยเป็นประจำทุกเดือน  และการพัฒนาการเรียนรู้เฉพาะประเด็นเช่นกระบวนการเก็บ
ข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมวิจัยการศึกษาองค์ความรู้ในการจัดการป่าชายเลนชุมชนคลองโคนกับการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน
เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนตำบลบางพรม         หรือแม้กระทั่งการจัดกิจกรรมในกระบวนการวิจัยที่หนุนเสริมระหว่างทีมวิจัยรุ่นพี่อย่างชุมชน
แพรกหนามแดงกับทีมวิจัยน้องใหม่อย่างโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูปูแสม

3. การหนุนเสริมการเรียนรู้จากภายนอก  โดยพื้นฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในเมืองแม่กลอง เป็นการเรียนรู้ที่เติบโตไปพร้อม ๆ กันทั้งโครงการวิจัยและ
และพี่เลี้ยงนักวิจัย   การเติมกระบวนการเรียนรู้จากภายนอก     จึงเป็นประเด็นที่ต้องออกแบบการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการดำเนินงานของศูนย์ประสานงาน
โครงการ
วิจัยชาวบ้านโดยสรุปแล้วแบ่งเป็น 3 ช่วงดังนี้

                ช่วงที่ 1 การพัฒนาที่แรงบันดาลใจ เพื่อเป็นการตอกย้ำความมั่นใจในกระบวนการเรียนรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ทำโดยชาวบ้าน โดยคนในท้องถิ่น
กระบวนการพาไปดู ไปรู้จัก ไปพูดคุย ให้คนที่เป็นนักวิจัยมานั่งมาคุยมาเรียนรู้ร่วมกัน ว่า งานวิจัยไม่ใช่เรื่องแปลกของชุมชนและสามารถทำได้โดยชาวบ้าน
หากผ่านกระบวนการเรียนรู้    ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองและชุมชนได้    เหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในระยะเริ่มแรกของการหนุนเสริม
กระบวนการเรียนรู้   แต่อีกมุมหนึ่งนักวิจัยที่ทำกิจกรรมมาได้สักระยะหนึ่งก็อาจพบปัญหา พบอุปสรรคในการบริหารจัดการโครงการ การพาไปดู  ไปพูดคุย
เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานวิจัย  ทักษะนักวิจัย  ทักษะหัวหน้าโครงการวิจัย  ปลุกใจ ปลอบใจกัน ด้วยภาษาชาวบ้านที่ว่า   “  ไอ้ที่ท้อก็เสริมสร้าง
กำลังใจไอ้ที่คึกคักก็เสริมแรงกันไป”
ให้รู้ว่ามันก็มีอุปสรรคอย่างนี้ทุกโครงการหากแต่สิ่งสำคัญของกระบวนการเรียนรู้คือนักวิจัยจะก้าวข้ามปัญหาอุปสรรค
นั้นไปได้อย่างไรและด้วยวิธีการใด

                รูปแบบที่ใช้ก็มีทั้งพาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกพื้นที่  ทั้งในภูมิภาค อย่างพื้นที่ภาคตะวันออก  ภาคกลาง   หรือต่างภาษาวัฒนธรรมเช่น เครือข่าย
นักวิจัย จ.ตรัง และสุราษฎร์ธานี หรือแม้กระทั่งการชักชวนเพื่อนพ้องนักวิจัยจากที่อื่นมาร่วมพูดคุยสนทนากระตุกกระตุ้นการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นหนานชาญ
และทีมบ้านสามขา จ.ลำปาง หรือพี่อารอบและทีมบ้านนาหมื่นศรี จ.ตรัง

                ช่วงที่ 2 การพัฒนาทักษะเทคนิคและเครื่องมือ ในการจัดกิจกรรมและใช้ในกระบวนการวิจัย ยกระดับขึ้นมาจากการหนุนเสริมในระดับโครงการ
วิจัยเทคนิคความรู้ที่ขาดที่ต้องหนุนเสริม  ร่วมกันจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในวงเครือข่ายนักวิจัยเพื่อสรุปประเด็นความต้องการในการหนุนเสริมร่วมกัน
ของชุมชน   สรรหาความรู้และวิทยากรจากภายนอก   ผ่านการฝึกวิทยากรกระบวนการ   การประชุมอย่างสร้างสรรค์  การจับประเด็น  การออกกิจกรรมการ
เรียนรู้ หรือ อริยสัจ 4 ในงานวิจัย โดยออกแบบเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อดึงความรู้จากภายในมาใช้เป็นบทเรียนเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือ
จากวิทยากรศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคกลาง   ประชาคมคนรักแม่กลอง   ศูนย์ประสานงานเครือข่ายการพัฒนาและประชาสังคมจังหวัดเพชรบุรี   และ
เสมสิกขาลัยเป็นภาคีช่วยในกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

                ซึ่งก็ทำให้ทีมวิจัยโครงการศึกษาแนวทางลดผลกระทบจากช้างกินพืชไร่  จ.ประจวบคีรีขันธ์  ค้นพบวิธีการคืนข้อมูลให้ชุมชนด้วยวิธีการจัดค่าย
เยาวชน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่คุณประหยัด   แก้วกัณฑ์ หัวหน้าโครงการตอบกับนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า  “ เอาวิธีการจัดกิจกรรมนี้มาจาก อุษาวดี ”
(ชื่อสถานที่จัดอบรมพัฒนาศักยภาพนักวิจัยครั้งที่ 1 ณ   อ.สวนผึ้ง   จ. ราชบุรี)

               ช่วงที่ 3  การพัฒนาที่ภายในคนทำงาน      กระบวนการนี้เกิดจากการหยิบประเด็นเชิงกระบวนการจากวงพูดคุย  และจากการลงพื้นที่หนุนเสริม
กระบวนการวิจัยในพื้นที่ ความสำคัญที่พบในช่วงนี้คือ  “  ทำไมคนไม่เข้าร่วม   ,ทำไมทีมเริ่มไม่ไว้วางใจกัน  ,ทำไมคนนั้นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หรือแม้
กระทั่งจะสร้างพลังของกลุ่มหรือทีมได้อย่างไร  ”
  เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่การพัฒนาทางเทคนิคในช่วงที่ 2  อาจเข้าไม่ถึงเพราะประเด็นหลักของความ
ต้องการคือการเข้าไปเรียนรู้ที่ภายในตัวเองและผู้อื่น วิธีคิดและการแสดงออก ตลอดจนปัจจัยในการทำงาน กิจกรรมร่วมกันอย่างมีพลังและความสุข

                ช่วงนี้ทีมวิจัยจะท้อแท้มาก ทีมวิทยากรจาก  เสมสิกขาลัย  เข้ามาช่วยเติมเต็มในกระบวนการอบรมงาน พลังกลุ่มและความสุข  ที่เน้นการเรียนรู้
ตัวเองและเข้าใจผู้อื่นนำไปสู่ข้อจำกัดในการพัฒนาพลังของการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ลักษณะนิสัยของคน ความไว้วางใจต่อกัน การสื่อสาร
ในการทำงาน การยึดติดในกรอบความคิดเดิม ๆ   ฯลฯ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการสร้างการเรียนรู้ในกระบวนการงานวิจัยของชุมชน ส่งผลถึงความคึกคักและ
ความ กระตือรือล้นของทีมงาน

                “ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาประชุมกันมีคนพูดไม่กี่คน ก็ผู้เล่นไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นเลยนี่แล้วเขาจะพูดทันได้ไง ” คุณมนัส ทัพพลี กล่าวในวัน
สุดท้ายของการฝึกอบรม สำทับด้วยกระบวนการสร้างภาวะผู้นำที่เน้นพลังกลุ่ม  เพื่อเข้าถึงการเป็นผู้นำ การใช้อำนาจและการมองอย่างตัดสินใจ ตลอดจน
การเข้าใจถึงโครงสร้างของสังคมและธรรมชาติของการพูดคุยในชุมชน โดยในกิจกรรมเพื่อพัฒนาที่ภายในนี้ จะเน้นการพัฒนาจากภายในตัวของทีมวิจัย
เอง โดยเสริมด้วยกระบวนการฝึกสมาธิภาวนาการเรียนรู้เพื่อทบทวนตัวเองไปพร้อม ๆ กัน

                แม้งานวิจัยของชาวบ้านและกระบวนการหนุนเสริมของพี่เลี้ยงจะเติบโตมาเป็นลำดับขั้นตอนพร้อมๆ กัน แต่กระบวนการพัฒนาศักยภาพทีมงาน
นั้นอาจต้องทำควบคู่และสอดคล้องกันไปอย่างสมดุลย์  บนฐานของการสร้างการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง   เติมเต็มในสิ่งที่ขาดในทุกกระบวนการ   สร้างให้เป็น
วัฒนธรรมการเรียนรู้ว่า “ เราขาดอะไร และจะต้องเติมอะไร มีความรู้อยู่ที่ไหน   จะเปิดโอกาสพาตัว (และพวกเรา) ไปเรียนรู้ได้อย่างไร ”

   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้