ผู้เขียน : เกศสุดา สิทธิสันติกุล
   
 

รู้สึกแปลกตาไปทันที่ที่ถึงดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม … ต่างจากการมาเยี่ยมเยียนในฐานะนักท่องเที่ยวเมื่อ 6 ปีก่อน ไม่ค่อยมีหอยหลอดดาษดื่นตามโคลนเลน
ของพื้นที่ชุ่มน้ำเหมือนเคย  ร้านค้าก็ผุดขึ้นมากมาย บดบังความงามตามธรรมชาติไม่น้อย   จนอดคิดในใจไม่ได้ว่า  “ เกิดอะไรขึ้นกับดอนหอยหลอด อะไรทำให้
เปลี่ยนแปลงไปมากมาย แล้วคนที่นี่จะได้รับผลกระทบอะไรกันบ้างไหม ?”…

เมื่อได้เข้าร่วมวงสะท้อน   “  สถานการณ์ ความเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบัน  และแนวทางการจัดการดอนหอยหลอดอย่างยั่งยืน ”   ในเวทีสัมมนาเนื่องในวัน
พื้นที่ชุ่มน้ำโลก 2 กุมภาพันธ์ 2549 (
วันครบรอบการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลก)  9 กุมภาพันธ์  ณ ดอนหอยหลอด  ซึ่งนำทีมโดยคุณ นิติศักดิ์ โตนิติ จากศูนย์
ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสมุทรสงคราม …... ก็ช่วยคลายความสงสัยได้ไม่น้อย......… ผู้คนที่เกี่ยวข้องกว่า 70 คนมาร่วมสะท้อนและรับฟังความเป็นจริง ทั้ง
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม   ผู้อำนวยการส่วนพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง  ผู้อำนวยการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  เจ้าหน้าที่จากสำนัก
งานวิจัยทรัพยากรทางน้ำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลงกรณ์     กรมทรัพยากรทางทะเลชายฝั่ง    ครส. พื้นที่ชายฝั่งและทะเลไทย      สำนักงานนโยบายและแผน
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 7 สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สมุทรสงคราม สำนักงานสิ่งแวดล้อม
ภาคที่ 8 ราชบุรี ศูนย์วิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์น้ำ เพชรบุรี กศน.เพชรบุรี  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม หอการค้า อบต. บางจะเกร็ง  เครือข่าย
วิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคกลาง   ตะวันออก   ภาคใต้    ศูนย์ประสานงานเครือข่ายการพัฒนาและประชาสังคมเพชรบุรี   พร้อมกับชาวบ้านบางจะเกร็ง   บ้านบางแก้ว
บ้านคลองโคน   บ้านแหลมใหญ่  ที่มีวิถีเกี่ยวพันกับพื้นที่ดอนหอยหลอด …

 
อดีต-ปัจจุบัน ของดอนหอยหลอด
จากการพูดคุยในกลุ่มย่อย  และนำเสนอในภาพใหญ่ ทำให้พอเห็น ความเปลี่ยนแปลง
ในดอนหอยหลอด ดังนี้
•  ระบบนิเวศ  เมื่อก่อนจะมีร่องน้ำลึกที่จะพาน้ำจืดเข้ามาหล่อเลี้ยงหอยหลอดให้อุดม
สมบูรณ์ เพราะหอยชอบน้ำกร่อย ขณะเดียวกันก็จะมีสัตว์น้ำอื่นๆมากโข มาในปัจจุบัน
หอยหลอดและสัตว์น้ำก็ไม่มากเหมือนเคย
•  ปริมาณและขนาดหอยหลอด  20 ปีก่อน ถ้าจับหอยหลอดตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็จะได้
เป็นลำเรือเลยทีเดียว หรือในพื้นที่ 4 * 1 ตารางเมตร  จะจับได้ประมาณ 20 - 25 ตัว
ขนาดตัวหอยก็ใหญ่ประมาณ 1 เซนติเมตร  เนื้อเหนียวนุ่มและมีรสหวาน  พอมาในปี
2548  พื้นที่ 3 ตารางเมตร จับหอยได้เพียงตัวเดียว และหอยที่จับได้ก็จะลีบเล็ก เนื้อ
เปื่อยยุ่ย
•  วิถีคนหอยหลอด    ด้วยหอยหลอดที่มีอยู่หนาแน่น   ผู้คนก็สามารถนำหอยไปเป็น
อาหารกุ้งได้ด้วย  ยังมีเพียงพอสำหรับขายให้กับผู้มาเยี่ยมเยียน  หรือร้านอาหาร แต่
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นขณะที่ปริมาณหอยลดลง  จึงไม่เพียงพอให้ใช้เหมือนในอดีต
จนต้องไปหาหอยอื่นที่คล้ายคลึงกันมาทดแทน เช่น หอยเสียบ
  เหตุที่เปลี่ยนไป มองถึงต้นตอก็น่าจะมาจากทั้งคนใน คนนอกพื้นที่

•  วิธีการจับหอย สมัยก่อน แต่ละคนจะมีการจับจองพื้นที่ของตนเอง แล้วทำสัญญลักษณ์ไว้ เพื่อการจับหอย เวลาจับจะใช้วิธีการ “ จิ้มหยอด ” (หยอดปูนขาว
รอหอยขึ้นมาจากรู แล้วจับ) ทำให้ได้เฉพาะหอยตัวใหญ่ๆ ปล่อยให้ตัวเล็กๆ ได้เติบโตและออกลูกออกหลานไปเรื่อยๆ มาสมัยนี้ หอยมีราคากิโลกรัมละกว่าพัน
บาท คนเห็นแก่ตัวอยากมีอยากได้ จึงใช้ปูนราด ใช้โซดาไฟ ทำให้หอยตัวเล็กตัวน้อยตายหมด จึงจับได้น้อยลง  หรือจับได้ก็ตัวเล็ก  เนื้อเปื่อยยุ่ย  ไม่เหนียวนุ่ม
และมีรสชาดหวานเหมือนเคย  นอกจากนี้ ยังอาจมีสารพิษตกค้างในร่างกายจากการบริโภคโซดาไฟ   “ ไม่เข้าใจว่าทำไมคนดอนหอยหลอด ต้องทุบหม้อข้าว
ตัวเอง ด้วยวิธีนี้ ”
เสียงพร่ำบ่นอันอ่อนใจจากคนดอนหอยหลอด

•  ความต้องการของตลาด     นับแต่ปี 2541  เป็นต้นมา  ร้านอาหารมีการขยายตัวสูงสุด  เนื่องจากนักท่องเที่ยวเข้าไปจำนวนมาก เพื่อมาลองชิมหอยหลอด
ความต้องการจึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนอยากได้หอยปริมาณมากจนทำให้วิธีการจับเปลี่ยนไป ดังกล่าว

•  การเข้ามาของคนนอก ปกติชาวบ้านมักจะใช้คราดเล็กๆ หรือใช้มือจับสัตว์น้ำเฉพาะตัวใหญ่ๆ แต่คนภายนอกที่เข้ามาจะใช้เครื่องมือที่ทำลายมากกว่า เช่น
คราดใหญ่เอาหน้าดินไปหมดทั้งตัวใหญ่ตัวน้อยจึงแทบไม่เหลือตัวเล็กๆไว้ขยายพันธุ์หรือเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ชาวต่างชาติก็เข้าไปนำลูกหอยไปเลี้ยงเป็นลำๆเรือ

•  ปัญหาสิ่งแวดล้อม   การที่ดอนหอยหลอดส่วนหนึ่งเสื่อมโทรมลงไปก็อาจเป็นเพราะการทิ้งขยะ  การปล่อยสารพิษลงน้ำของโรงงานอุตสาหกรรม  ความ
พยายามที่ไม่เป็นผล
คนดอนหอยหลอดส่วนหนึ่งตระหนักดีถึงปัญหา จึงมีการจัดประชาคมเกี่ยวกับเรื่องการราดปูน หรือหยอดโซดาไฟ จนเกิดกลุ่มการรวม
กลุ่มกันอนุรักษ์พิทักษ์ดอนหอยอย่างหลวมๆ เพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ไม่ให้ใช้โซดาไฟหรือราดปูนขาวจับกุมและกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฟืน ซึ่งก็มีทาง
อบต. สนับสนุน แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผู้นำในพื้นที่มีความเห็นต่อการอนุรักษ์ต่างกัน อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการขาด
จิตสำนึกที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกความไม่สำเร็จดังกล่าว ทำให้กลุ่มแกนนำและอบต.ท้อแท้ใจ
คิดว่าคงไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว    แต่ก็พอมีกำลังใจขึ้นบ้าง   เมื่อได้ฟังเรื่องราวการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์จากโครงการวิจัย   “  การรักษาและฟื้นฟู
ทรัพยากรชายฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน  โดยการจัดการอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านเปร็ดใน  ต.ห้วงน้ำขาว  อ.เมือง  จ.ตราด ”   และ โครงการวิจัย
“ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าชายเลน บ้านคลองลิดี ต.สาคร อ.ท่าแพ จ.สตูล ”   ซึ่งต่างก็ล้มลุกคลุกคลานกับความพยายามที่จะสืบค้นข้อมูลให้
คนเห็นความสำคัญ  จนในที่สุดก็สามารถที่จะดึงการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ..........… นั่นหมายความว่า อาจต้อง
ลองเปลี่ยนเครื่องมือที่จะมาใช้แก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วมอีกครั้ง ร่วมด้วยช่วยกันหาทางออก ที่ประชุมคิดว่าในการแก้ไขปัญหานั้น “ ภาครัฐและประชาชน ”
ควรดำเนินการดังนี้   หน่วยงานราชการควรมีการลอกร่องน้ำ    ทำความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการเยี่ยมเยียนพื้นที่    ออกมาตรการการคราดหอย  / การใช้
โซดาไฟ  สนับสนุนงบประมาณ   ส่วนชุมชน ก็ต้องค้นหาแกนนำในพื้นที่  สร้างคนรุ่นใหม่  พูดคุยแลกเปลี่ยน  หาแนวร่วมต่อเนื่องเพื่อสร้างเครือข่ายพิทักษ์
ดอนหอยหลอดต่อยอดจากฐานที่มีอยู่ ....นั่นเป็นเสี้ยวหนึ่งของภาพคร่าวๆ ที่เป็นสัญญานบ่งบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่คนดอนหอยหลอดจะต้องร่วมมือกันพิทักษ์
ดอนหอยหลอดต่อไป เพื่อชีวิตคนที่นี่ เหมือนกับที่มีคนบอกว่า   “  ถ้าไม่มีหอยหลอดแล้ว คนดอนหอยหลอดจะอยู่อย่างไร ”  นับจากวันนี้ไป อนาคตของดอน
หอยหลอด จะขึ้นอยู่กับการลุกขึ้นฮึดสู้อย่างเป็นจริงเป็นจัง  
เพื่อทำงานที่ลงลึก  เชื่อมโยง  และต่อเนื่อง จนเห็นทางเดินที่แจ่มชัด .… ขอเป็นแรงใจให้กับชาว
ดอนหอยหลอดผู้กล้าหาญ และเสียสละทุกท่าน