ผู้เขียน : ปิยะนุช เจริญศรี
 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

   
 

ท่ามกลางกระแสทางการเมืองที่ยังไม่ทราบทิศทางว่าประเทศไทยของเราจะไปทางไหนดี  และจากมุมมองในการมองกระแสสังคมจึงทำให้เกิดคำถาม
ขึ้นในใจว่าประเทศไทยของเราพัฒนาแล้วจริงหรือ ถ้าประเทศเราพัฒนาแล้วจริงๆ ทำไมการเรียนรู้ข้อมูลการติดตามข่าวสารบ้านเมืองจึงมืดบอดไปใน
หลายๆ จุดของสังคม ถ้าเราพัฒนาแล้วจริงๆ ทำไม  ” จิตใจ ” ของคนจึงยังไม่เจริญ จากมุมมองการวิเคราะห์ถึงทิศทางการพัฒนาประเทศตลอดระยะ
เวลาที่ผ่านมานั้น  มีหลายท่านได้ให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยของเราพัฒนาด้านวัตถุมาโดยตลอด  และกระแสบริโภคนิยมเกิดขึ้นอย่างรุนแรง
ในทุกระดับชั้น  แต่รายได้จากการทำมาหากินยังเท่าเดิม นโยบายหลายๆ นโยบายมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน แต่ไม่เคยมีใครรู้สึกพอกับการได้รับความ
ช่วยเหลือนั้นๆซึ่งในการทำงานของหน่วยงานต่างๆของราชการที่ต้องมีเป้าหมายของผลงานมีแต่ทำให้ชาวบ้านติดนิสัยของการเป็นผู้รับ ชุมชนท้องถิ่น
เป็นผู้ถูกกระทำตลอดมาไม่เคยมีใครเข้าไปช่วยคิดช่วยแก้ไขปัญหาในชุมชนที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

เมื่อปลายปี พ.ศ. 2547   ฉันเข้าร่วมกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  จากการชักชวนของคุณ ชิษณุวัฒน์
มณีศรีขำ  ผู้ประสานงานของศูนย์ประสานงานเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม   เริ่มแรกนั้นฉันก็รู้สึกงงงง  เพราะงานที่ศูนย์ประสานงานทำอยู่นั้นด
ูวุ่นวายไปหมด มีการประสานงานทั้งส่วนราชการและหน่วยงานเอกชนในพื้นที่ ดูลักษณะงานแล้วน่าเหนื่อยแต่ในความเหนื่อยนั้น  ”คนทำงาน ” ทำงาน
กันอย่างมีความสุขกับงานจริงๆ  และทำงานทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ทำให้คนในระบบราชการที่อยู่มานานถึงสิบกว่าปีต้องทบทวนตัวเองว่าขณะนี้
เรากำลังทำอะไรอยู่ เราทำงานคุ้มเงินเดือนหรือเปล่า ทำไมเราจึงไม่ทุ่มเทกับงานเท่ากับเขาหรือว่าเรา “ ติดกรอบ” และระบบนั้นครอบเราจนเรานิ่งสนิท
เป็นมนุษย์เงินเดือนและอยู่ไปวันๆ โดยไม่เดือดร้อนอะไร

ความเข้าใจของฉันเกี่ยวกับ  “ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ” ในอดีตตัวฉันเองนั้นเคยผ่านการทำงานกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน
โดยการเข้าไปเป็นอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน   ตามโครงการที่สนับสนุนส่งเสริมให้ชาวบ้านพัฒนาตนเองและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดจึงทำให้มุมมอง
ของฉันต่อการทำงานชุมชนไม่แปลกแยกมากนัก  แต่สิ่งที่แปลกใหม่ของ “ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ” คือการเสริมสร้างปัญญาให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งต่างจากงาน
พัฒนาคืองานพัฒนามุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงภายนอก มองถึงความเปลี่ยนแปลงในลักษณะรูปธรรมและต้องการดึง ” ผู้นำ ” ให้เข้ามามีส่วนร่วมเน้นหนัก
ที่ “ผู้นำ” แล้วจึงให้ผู้นำนั้นเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงมากกว่ามุ่งเป้าหมายความเปลี่ยนแปลงของชุมชนในภาพรวม

แต่ ”งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ”ของ สกว. ทำให้ฉันรู้สึกลึกซึ้งกับชุมชนมากขึ้น อะไรคือความลึกซึ้ง นั่นคือการทำงานกับชุมชนต้องคำนึงถึง ”วิถีของชุมชน”
โดยวิถีชองชุมชนนั้นคือความเป็นอยู่และเป็นไปของชาวบ้าน ที่คนเข้าไปทำงานต้องคิดถึงมากที่สุด คนทำงานต้องไม่ฝืนสิ่งที่พบเห็นและไม่ฝืนวิถีทาง
ที่ชาวบ้านในชุมชนเขาเป็นอยู่และเป็นไป   คนทำงานต้องวิเคราะห์ทั้งคนที่ผ่านเข้ามาในกระบวนการวิเคราะห์สถานการณ์ของชุมชน     และสิ่งที่ต้อง
ระวังมากที่สุด    คือไม่เข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง  ในระยะแรกที่คนทำงานกับชาวบ้านกำลังวัดใจกัน  คือการดูเชิงคนทำงานว่าคุณจะมาไม้ไหน
มีคำถามที่ต้องอธิบายว่าหน่วยงาน สกว. และงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้นเป็นใคร  มาจากไหน  และมาทำอะไรในทุกๆ  เวทีที่ชาวบ้านเข้ามาร่วมวงสนทนา
ชาวบ้านมักจะมองว่า “เรา” เป็นหน่วยงานที่มาให้เงิน เพราะอาจจะติดภาพจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เข้ามาทำงานกับชุมชน โดยมากจะมา “ให้”มา “แจก”
แล้วก็ไป มากกว่าที่จะมาสาละวนถามทุกครั้งว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร

การพัฒนาโจทย์วิจัยในส่วนที่ศูนย์ประสานงานจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ให้กับฉัน  มีทั้งชุมชนที่เป็นชุมชนลักษณะหน่วยงาน
และชุมชนท้องถิ่น   ซึ่งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี ได้รับความอนุเคราะห์ในการพัฒนาโจทย์วิจัย    ทางศูนย์ประสานงานได้ร่วมอบรมเพื่อ
เตรียมความพร้อมของบุคลากรในวิทยาลัยถึง  ๒ รุ่น  รวมทั้งอบรมให้กับแกนนำนักศึกษาอีก ๑ รุ่น  แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อน  หรือผลักดันให้วิทยาลัยขึ้น
โจทย์ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ ฉันไม่โทษใครแต่ฉันกลับมามองดูตัวเอง  เพราะเราควรวิเคราะห์ตนเองมากกว่าที่จะไปตัดสินผู้อื่น ฉันพบว่างานวิจัย
เพื่อท้องถิ่นนั้นเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ เพราะเราต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำและร่วมกันแก้ไขปัญหา ต่างจากงานวิจัยทั่วไปที่เราสามารถคิดคนเดียว
นั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน   ให้คนไปเก็บข้อมูล  สรุปคนเดียว  และวิเคราะห์คนเดียวได้  แต่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้นถ้าชุมชนหรือกลุ่มคนนั้นๆ  ไม่ลุกขึ้นมาพูด
ความจริงกัน หลายคนกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วจะกระทบใคร  หลายคนกลัวว่าพูดแล้วผู้บริหารจะไม่พอใจ ระบบอุปถัมภ์ของราชการจึงตกม้าตายด้วยความ
นิ่ง  เพราะระบบภายในนั้นมันหยุดนิ่ง  โดยไม่มีการเคลื่อนไหวมาตลอดสามสิบกว่าปีของการก่อตั้งวิทยาลัย ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็คงต้องใช้เวลาเช่น
เดียวกัน

ระบบราชการมีความนิ่งไม่เคลื่อนไหว ต้องหยุดทุกวันหยุดราชการ และเลิกงานตามเวลา รวมไปถึงระบบการให้ความดีความชอบด้วยแล้วยิ่งทำให้การ
ทำงานแบบอยู่ไปวันๆ ของคนในระบบทำกันจนติดเป็นนิสัย นอกจากนั้น ”เจ้านาย” ยังดูมีอิทธิพลต่อการทำงานมาก เพราะงานใดที่เจ้านายไม่เห็นดีด้วย
และไม่เกิดประโยชน์กับตัวเขาเองนั้น ใครจะเข้ามาทำ เราอาจจะเรียนรู้กันมามากมายทั้งในตำรา และนอกตำรา แต่การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงนั้นคนที่
ไม่ฉีกตัวเองให้  ” หลุด ”  ออกมาจากกรอบของระบบ  คงเป็นการเรียนรู้ในแบบที่โบราณเปรียบเปรยไว้ว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด   “  รู้  ”  แต่เป็น
 ” อวิชชา ” เข้าข้างตัวเองตลอด  ไม่คำนึงถึงบริบทรอบข้าง  ไม่เกิดประโยชน์อะไร  แล้วประเทศชาติจะพัฒนาไปทางไหนได้อย่างไร

ผืนแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเกิดของพวกเราทุกคนการทดแทนคุณของแผ่นดินนั้น  ไม่ใช่เพียงแค่การที่เราทำตัวดีแล้วหยุดนิ่งอยู่กับตัวเรา    เพราะศาสนา
พุทธนั้นสอนคนให้คนมีปัญญาและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนว  ”  อริยสัจ  ”   คนที่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในหลายพื้นที่เกิดปัญญาเพราะ
พวกเขาเห็นแจ้งในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และวิเคราะห์ได้ทันเหตุการณ์รวมไปถึงการวิเคราะห์บุคคลด้วย    ถ้าในทุกๆ สังคมรวมไปถึงสังคม
ครอบครัวมีเหตุมีผลซึ่งกันและกัน รับฟังความเห็นของกันและกันได้อย่างลึกซึ้ง ร่วมกันคิดร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ภาพรวมของประเทศไทยของ
เราคงจะดีกว่านี้แน่นอน ถ้าคนในสังคมลดอัตตาของตัวเองลงบ้าง และยอมให้คนอื่นมากขึ้นเพื่อพัฒนาตัวเอง   รู้จักคิดและทบทวนไตร่ตรองข้อมูลและ
ใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์มากที่สุด    มีหน่วยงานใดบ้างที่อดทนเข้าไปส่งเสริมให้ชุมชนได้เรียนรู้  และพัฒนาตนเองได้เท่ากับ “ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ”
ในขณะนี้ฉันยังไม่เห็นหน่วยงานใดในระบบที่หันกลับมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับชุมชนและอดทนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาชุมชนนั้นๆ
อย่างจริงจัง    ภาพรวมของประเทศยังต้องการความช่วยเหลือและหนุนเสริมในลักษณะที่ให้เขาช่วยเหลือตนเองได้ทุนทางสังคมของประเทศไทยนั้น
มีอยู่มากมายอย่าให้ถูกทำลายไปด้วยกระแสบริโภคนิยม  อนาคตคนไทยคงจะดีขึ้นอย่างแน่นอนถ้าทุกฝ่ายร่วมกันติดอาวุธทางปัญญาด้วยงานวิจัย   ทำ
เพื่อชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริงไม่ใช่เพื่อตนเอง

 
 
   
 
คุณสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารที่เป็นไฟล์ microsoft word โดยคลิ๊กที่ไอคอนด้านข้างนี้