เขียนบทความลงหนังสืองานรวมพลด้วยนะ . .....อะไรกันอีกล่ะนี่ เพิ่งทำงานได้ไม่นานจะให้เราเขียนอะไร พลันคำถามที่เกิดขึ้นในหัวผมทันที
เมื่อได้รับคำสั่งนี้ ความมึนงงที่มันหลอมรวมกับความสงสัย และไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรยังคงวนเวียนอยู่ในสมองผมตลอดเวลา พยายามที่จะนึกว่าตั้งแต
่ตัวเองเข้ามารู้จัก สัมผัส และเข้าไปมีส่วนร่วมกับ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ผมได้เห็น ได้รู้ ได้เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตัวเองอย่างไรบ้าง นึกอยู่นานสอง
นานก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เอาอย่างนี้ก็แล้วกันแนะนะตัวเองก่อนแล้วกันท่าจะดี.............
ผมเป็นแค่คนหนึ่ง เป็นลูกคนเดียวของบ้าน เป็นคนที่เรียนหนังสือก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรมากมายนัก จบออกมาก็ชนิดเส้นยาแดงในกรอบของโรงเรียนเพื่อนๆ
มักมองผมว่าคิดไม่เหมือนเพื่อนจนบางครั้งก็ไม่อยากพูดอะไรออกไปเพราะพูดไปแล้วก็โดนว่ากลับมาอยู่เฉยๆดีกว่า...... และในกรอบของบ้านผมรู้สึกว่า
ตั้งแต่ผมได้ออกมาเรียนในระดับปริญญาทางบ้านจะไม่ค่อยให้ความสนใจผมมากนัก ทั้งที่แต่ก่อนนั้นแทบจะไปไหนไม่ได้ (หรือว่าเขาจะเลี้ยงเราแบบ
ตัดหางปล่อยวัดหว่า ? ) และเลี้ยงลูกแบบภาษิตที่กล่าวไว้ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ซึ่งก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะพูดแสดงความ
คิดเห็นอะไรออกมา หลังจากจบออกมาก็เร่ร่อนรอนแรมทำงานไม่เป็นหลักแหล่งอยู่พักหนึ่ง จนวันหนึ่งก็มีคนรู้จักบอกกับผมว่าให้ลองมาดูงานนี่หน่อย
ถ้าทำได้ก็ทำถ้าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร ไหนๆก็ไหนๆแล้วลองซักตั้งสิ
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คำแรกที่ผมได้รู้จักหลังได้เข้ามาทำงานที่นี่ แล้วมันจะวิจัยอะไรหว่านี่ เป็นของใคร ต้องทำอย่างไร สารพัดคำถามมันดังก้อง
อยู่ในหัวผม เช่นเดียวกับที่อาธเนศบอกว่าสงสัยอะไรให้ถาม ผมก็อยากบอกเหมือนกันว่าถ้าผมถามว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นคืออะไรกับที่ผมค่อยๆเรียนรู้
บริบท นิยาม ความหมายของมันไปพร้อมๆ กับการทำงานผมว่าอย่างหลังมันคงจะทำให้ผมเข้าใจมากกว่า ทั้งนี้คงไม่ใช่อะไรหรอกแต่เป็นเพราะว่า
ในความเคยชินผมชอบการปฏิบัติมากกว่า มันทำให้ผมสามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้งกว่านั่นเอง มันก็เหมือนกับอาหารที่เพียงแค่บอกลักษณะวิธีการทำมันก็
คงทำให้ผมไม่สามารถนำไปทำได้ทันที หากแต่ว่าถ้าได้เห็นและได้สัมผัสกับมันคงทำให้ผมสามารถเข้าใจอะไรได้มากขึ้นและยังวนเวียนอยู่ในตัวเอง
ตลอดเวลา
กับการทำงานในช่วงที่ผ่านมาของผมนั้น ผมอาจบอกได้ไม่มากหรอกว่าตัวผมเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง แต่อย่างน้อยสิ่งที่ผมรู้ได้ก็คือ ผมเริ่มเป็นคนที่
พยายามหาเหตุผลมาใช้ประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ทั้งๆที่เมื่อก่อนแล้วผมเป็นคนที่ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ อะไรที่ผมไม่ชอบหรือไม่สบอารมณ์
จะไม่ค่อยเลือกเลย นอกจากนี้ การคิดแบบองค์รวมเป็นการคิดอีกรูปแบบหนึ่งที่เริ่มเข้ามาเกาะกินไปกับรูปแบบแนวคิดทั้งที่ เมื่อก่อนนั้นผมเป็นคนที่คิด
อะไรไม่ค่อยคิดเป็นองค์รวม (องค์รวมนะครับไม่ใช่องค์ลง) คิดแต่สิ่งเพียง ๒ สิ่งที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงไม่ได้คิดถึงสิ่งที่มันเกี่ยวข้องสิ่งอื่นด้วยซึ่งมัน
ทำให้ผมสามารถเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้นอีกเยอะเลย อารมณ์เป็นอีกหนึ่งที่ผมรับรู้ได้ว่าผมใจเย็นลงทั้งที่เมื่อก่อนก็ใจเย็นนะแต่ไม่มาก ดูได้จากที่ผม
ไม่ได้ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ผมจะฟังๆๆๆ แล้วก็ฟัง มีอะไรก็ถาม ( แต่ถามคนข้างๆ ) เพื่อเก็บข้อมูลแล้วจึงตัดสินใจ โดยไม่ด่วนตัดสินใจและใน
บางครั้งการพูดคุยกับคนก็จะไม่ค่อยตอบโต้ กับคนที่มีความคิดไม่เหมือนกันกับตัวผม เพราะการเข้าเวทีทำให้ผมรู้ว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการที่เรา
รับฟังความคิดคนอื่นและไม่ฆ่าความคิดใคร
สำหรับสิ่งที่ได้พบเห็นกับการเปลี่ยนแปลงกับชุมชนที่ผมได้ลงไปสัมผัส และเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกดีมากๆในทุกๆครั้งที่สัมผัสได้คือ การที่ได้เห็นชาวบ้านมี
รอยยิ้ม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่กันเหล่านี้เกิดจากกระบวนการทำวิจัยของท้องถิ่นมันทำให้ชาวบ้านได้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในการ
ตัดสินใจและเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของปัญหา และเมื่อมีปัญหาชาวบ้านได้ร่วมกันรับรู้ แสดงวิธีการแก้ไขปัญหา การมีส่วนรวมของคนในชุมชนมัน
ทำให้รู้สึกว่านี่แหล่ะสิ่งที่คิดว่าขาดหายไปในสังคมไทย สิ่งที่คิดว่าคงหายากมากในสังคมไทย แต่มันก็อยู่ไม่ไกลจากตัวผมนี่เอง เป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้
เรียนรู้และสร้างมันขึ้นมาเอง นอกจากนี้การที่ชาวบ้านกล้าที่จะตั้งคำถามเพื่อปลดเปลื้องความสงสัยของตนเองมันนำไปสู่การกล้าที่จะตัดสินใจ เพื่อทำ
อะไรบางสิ่งบางอย่างลงไปและนำไปสู่การกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาดอันเกิดจากการตัดสินใจของตนเองเพื่อหาวิธีพัฒนาและแก้ไขต่อไปกับสิ่งหนึ่ง
ที่เป็นทัศนคติที่ไม่ดีสำหรับผมมาตลอดก็คือหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้เพราะผมได้มีโอกาสเข้าไปรับรู้ถึงความไม่ตั้งใจ การเอารัดเอาเปรียบ ไม่ทำงานให้
สมกับที่เป็นคนของประชาชน แต่หลังจากที่ผมได้เข้ามารับรู้ เข้ามาสัมผัสและพูดคุยกัน มันทำให้รู้ว่าอย่างน้อยอยุธยายังไม่สิ้นคนดี ยังมีคนที่ยังคิด
และอยากจะทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์แก่สังคมบ้างให้สมกับที่เป็นที่พึ่งของประชาชน
การที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองและการเปลี่ยนแปลงของชุมชนจะมีใครรู้บ้างไหมว่ามันจะต้องใช้เวลาเนิ่นนานเพียงใดที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิด
ทั้งการใช้เหตุผลในการตัดสินใน การกล้าที่จะพูด กล้าที่จะแสดงออก การควบคุมอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะต้องให้เข็มนาฬิกาหมุนกี่พันกี่หมื่นรอบมันถึงจะ
เกิดขึ้น และจะมีใครรู้บ้างไหมว่ามันเกิดจากกระบวนการวิจัยที่ชาวบ้านได้ทำเอง เรียนรู้เอง กระบวนการหนึ่งที่สำคัญสำหรับการทำวิจัยก็คือการทำเวที
พูดคุยเวทีเล็กๆที่คนอาจไม่ต้องมากมาย ๒-๓ คนก็เรียกว่าเวทีแล้ว แต่มันสร้างข้อมูลได้อย่างมากมายมหาศาลบางครั้งอาจมากกว่าการเข้าไปหาข้อมูลใน
หอสมุดแห่งชาติก็ว่าได้ จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าปัญหาความขัดแย้งของคนแพรกหนามแดงทั้งตำบลจะถูกแก้ด้วยคนเริ่มต้นไม่ถึง ๑๐ คน แล้วจะมีใครรู้
บ้างว่าช้างที่ป่ากุยบุรีมันอยากกินสับปะรดขนาดไหน ถึงขนาดที่ต้องล้มต้นไม้พาดสายไฟหรือขนาดที่ว่าต้องผลักลูกของมันเองให้ล้มทับสายไฟฟ้า แล้ว
ตัวเองเดินเข้าไปกินสับปะรดอย่างสบายใจ แล้วที่ช้างมันลงมากินสับปะรดเป็นเพราะมันไม่มีอาหารหรือว่ามันขี้เกียจหาอาหารเอง แล้วจะมีใครบ้างที่รู้ว่า
เคยตาดำคลองโคนที่ขึ้นชื่อลือชาว่าอร่อยที่สุดรวมถึงละวะมีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไร อีกทั้งค่ายบางกุ้งที่พระเจ้าตากยกทัพมา
ตั้งอยู่ตรงไหนกันแน่ สิ่งเหล่านี้กว่าที่ชาวบ้านจะหาคำตอบได้ล้วนใช้การพูดคุยจากเวทีที่ไม่กำหนดคนประชุม แต่เป็นเวทีที่มีการเก็บข้อมูลเป็นลายลักษณ์
อักษรเพื่อเมื่อถึงเวลาที่พร้อมกันแล้วจะมีการทบทวนข้อมูลที่ได้เพื่อให้ได้ข้อมูลและคำตอบที่ได้ถามไว้เป็นครั้งแรก
อ่อ ! เกือบลืมอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้รู้คือไม่ว่าชุมชนไหนที่ต้องทำวิจัยคนในชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาทั้งนี้เพราะเวทีการ
เก็บข้อมูลนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงประวัติศาสตร์ของชุมชน ความเป็นมา อาชีพ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันทำให้ผู้ที่ได้รับรู้ และรับฟังมัน
ค่อยๆซึมซับสู่จิตสำนึก จิตสำนึกที่รักท้องถิ่นของตนเอง ท้องถิ่นที่มีราก รากที่ยึดประเพณีและวัฒนธรรมไว้อย่างมั่นคง เป็นที่ยึดความสัมพันธ์ของคนใน
ชุมชนและญาติพี่น้องไว้ มีหลายๆคนที่ได้เจอญาติชาติเชื้อห่างๆกันของตนเองก็เพราะเวทีเหล่านี้ หากวันใดที่ลูกหลานไม่คิดที่จะจับยึดรากนี้ไว้แล้ววันนั้น
ก็คงจะไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็คงจะหมดไป แต่หากลูกหลานยังยึดรากเหล่านี้ไว้ได้อย่างมั่นคงแล้วก็คงไม่ต้องกลัวกระแส
สังคมภายนอกที่จะเข้ามาทำให้แตกแยกได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาทำให้เกิดรอยร้าวในชุมชนของตนเองได้อีกต่อไป เพราะเรามีรากที่ช่วยกันยึด รากที่
เราช่วยกันดูแลรักษาอยู่.............
สิ่งเหล่านี้ที่มันเกิดกับผมไม่ว่าด้านนิสัย อารมณ์ ความคิด และสิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนไม่ว่าจะเป็นการกล้าที่จะคิด กล้าที่จะพูด กล้าที่จะทำ และกล้าที่จะ
ยอมรับผิดและแก้ไขปรับปรุงกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไป การใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ของตนเอง เหล่านี้มันทำให้ผมและชุมชนรวมถึงคนที่เกี่ยวข้อง ได้
ร่วมเรียนรู้ไปกับกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น แข็งแกร่ง กล้า และยืนอยู่ท่ามกลางกระแสสังคมนิยมได้ ด้วยสติและเหตุผลอันพึงมี |