กระบวนการเขียนรายงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
การเขียนรายงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ควรประกอบด้วยเนื้อหาดังต่อไปนี้
1. เนื้อหาของโครงการวิจัย
1.1 กระบวนการพัฒนาโจทย์วิจัย ได้แก่ การตั้งโจทย์วิจัย วิธีการพัฒนาโจทย์วิจัย เครื่องมือที่ใช้ การค้าหาภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นต้น
1.2 กระบวนการพัฒนาโครงการวิจัย ได้แก่ การค้นหาทีมวิจัย การวางแผนการดำเนินงาน การจัดทำเอกสารเชิงหลักการเพื่อขอรับการสนับสนุนการดำเนินงาน
เป็นต้น
1.3 เนื้อหาในการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.3.1) เนื้อหาตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้แก่ สรุปแต่ละกิจกรรมของโครงการที่ระบุไว้ในแผนการดำเนินงาน และ
1.3.2) เนื้อหาที่เกิดระหว่างการดำเนินโครงการ ได้แก่ กระบวนการสร้างการเรียนรู้ การปรับบทบาทภายในทีมวิจัย การปรับเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน
และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งช่วยให้โครงการวิจัยสามารถดำเนินงานต่อได้ เป็นต้น
1.4 บทเรียนที่ได้จากการดำเนินโครงการ เพื่อถอดประสบการณ์ผ่านแต่ละกิจกรรมและนำบทเรียนที่ได้มาปรับใช้กับการดำเนินงานในระยะต่อไป ได้แก่ การเปิด
เวทีเพื่อสร้างความเข้าใจ / การเก็บรวบรวม - การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาดูงาน การจัดค่ายเยาวชน กระบวนการสร้างการเรียนรู้ของเยาวชนในระดับที่มี
ความแตกต่างกัน เป็นต้น
1.5 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการดำเนินโครงการวิจัย เพื่อช่วยหนุนเสริมจุดแข็งและลดจุดอ่อนของการดำเนินโครงการวิจัย ได้แก่การสมานฉันท์ภายใน
ทีมวิจัย วิธีการ / บทเรียน / รูปแบบในการติดต่อประสานงานกับภาครัฐหรือองค์กรท้องถิ่น เป็นต้น
1.6 เอกสารประกอบอื่นๆ ได้แก่ สรุปรายงานการประชุม / การศึกษาดูงาน / การฝึกอบรม / กิจกรรมแต่ละเวที ภาพประกอบแต่ละกิจกรรม ชุดประสบการณ์
จากโครงการ (เรียงความประกอบภาพวาดของนักเรียน พัฒนาการบันทึกเนื้อหาของทีมวิจัย เรื่องเล่าที่เป็นอักษรภาพ รูปภาพการออกแบบบานประตู
รูปภาพการจับช้างป่า) เป็นต้น
2. รายงานการเงินของโครงการวิจัย ได้แก่ สรุปรายงานการเงินประจำเดือนแบ่งตามหมวดหมู่ สรุปรายงานการเงินประจำงวดตามที่ระบุไว้ในสัญญาแบ่งตาม
หมวดหมู่ หมายเหตุค่าใช้จ่ายอื่นที่นอกเหนือจากการแบ่งตามหมวดหมู่ (หากมีความจำเป็น) เป็นต้น ซึ่งสรุปจากรายงานการเงินที่ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง
จากทีมประสานงาน
เครื่องมือที่ช่วยให้การเขียนรายงานการวิจัยมีความถูกต้อง สมบูรณ์ และเสร็จตามกำหนด
1. การจดบันทึกการดำเนินงานแต่ละกิจกรรม บทเรียนที่ได้จากการสรุปร่วมกันภายในทีมวิจัยและในเวที โดยควรทำทันทีหรือหลังจากดำเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น
ภายใน 3 5 วัน เพื่อเก็บรายละเอียดหรือเนื้อหาได้อย่างครบถ้วน
2. ถอดบทเรียนการดำเนินงานที่ได้ร่วมกันภายในทีมเป็นระยะๆ เพื่อจัดหมวดหมู่หรือเนื้อหาที่ต้องการถอดบทเรียนเป็นชุดประสบการณ์ในการดำเนินงานได้แก่
กระบวนการเปิดเวทีชาวบ้าน-การเปิดเวทีชาวบ้านร่วมกับภาครัฐหรือองค์กรปกครองท้องถิ่น กระบวนการจัดการเรียนรู้ในการศึกษาดูงาน กระบวนการสร้าง
การรับรู้ในชุมชนผ่านการประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในโครงการวิจัย เป็นต้น
3. การจัดทำสรุปรายงานการเงินแต่ละเดือนให้ถูกต้องตามหมวดหมู่ที่ระบุไว้ในสัญญาขอรับทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อสะดวกต่อการสรุปรายงานการเงินประจำ
งวดต่อไป
4. นำสิ่งที่จดบันทึกจากข้อ 1 3 มาเรียบเรียง และนำเสนอให้ทีมประสานงานช่วยอ่านเหมือนกับการตรวจสอบรายงานการเงินประจำเดือน เพื่อเพิ่มเติมเนื้อหา
หรือประเด็นสำคัญที่แต่ละโครงการควรบันทึกไว้ เพื่อเป็นบทเรียนกับโครงการวิจัยอื่นเป็นระยะๆ จะช่วยให้การเขียนรายงานมีความสมบูรณ์ และเสร็จตาม
กำหนด
ข้อสังเกต / ข้อเสนอแนะ
1. ควรบันทึกเทป / วิดีโอในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง เพื่อช่วยให้การสรุปเนื้อหาครบถ้วนถ้าจดบันทึกในเวทีไม่ทัน และทราบบรรยากาศในการจัดกิจกรรมเพื่อช่วย
ให้มีการปรับการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมถ้ามีการจัดกิจกรรมครั้งต่อไป
2. ควรเริ่มต้นจากการเขียนบันทึกประจำวันของตนเอง จะช่วยฝึกฝนเรื่องการบันทึก / สรุปรายงาน
3. ควรฝึกฝนเรื่องการสังเกตและการตั้งโจทย์คำถามภายในทีมวิจัย จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยน / ถอดบทเรียนในประเด็นที่หลากหลาย ช่วยให้เกิดชุดประสบการณ์
และนำมาถ่ายทอดในรายงานได้อย่างครบถ้วน
กระบวนการพัฒนาศักยภาพภายในทีมวิจัย / ทีมประสานงาน
1. พัฒนาอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน (แนวคิด กระบวนการดำเนินงาน การจัดทำเอกสาร และการบริหารจัดการภาย) เริ่มเรียนรู้จากการพัฒนาโจทย์วิจัย
พัฒนาโครงการ การเขียนเอกสารเชิงหลักการ การจัดทำรายงานการเงิน และการติดตามหนุนเสริมโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน
2. พัฒนาทักษะและเรียนรู้จากเวทีอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มการรับรู้และเรียนรู้ในประเด็นที่หลากหลาย ประเด็นที่คล้าย และประเด็นที่มีการต่อยอด เพื่อพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้และการคิดอย่างเป็นระบบ (การศึกษาดูงาน เวทีวิเคราะห์ / สังเคราะห์ข้อมูล เวทีแลกเปลี่ยนประเด็นใกล้เคียง เวทีถอดบทเรียนเพื่อยกระดับ
/ จัดการความรู้)
3. มีการจัดกระบวนการตามสถานการณ์และความเหมาะสมในระหว่างการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และการดำเนินงานมีประสิทธิภาพ
(อริยะสัจ 4 พลังกลุ่ม การทำงานอย่างสร้างสรรค์)
4. การพูดคุยอย่างสร้างสรรค์เพื่อค้นหาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรคของการดำเนินงาน เพื่อสะท้อนการดำเนินงานในระยะที่ผ่านมา การวางแผนการดำเนินงาน
ในระยะต่อไป และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกันเพื่อสร้างแนวคิด-กระบวนการ-เครื่องมือใหม่ในการดำเนินงาน
กระบวนการบริหารจัดการภายในทีมวิจัย / ทีมประสานงาน
1. แบ่งบทบาทการดำเนินงานภายในทีม ได้แก่ การติดต่อประสานงาน การจัดทำรายงานการเงิน การสรุปรายงานการประชุม การจัดระบบข้อมูล การจัดทำเอกสาร
ภายในสำนักงาน เป็นต้น จากนั้นมีการสลับบทบาทเพื่อเรียนรู้การดำเนินงานร่วมกันและสามารถดำเนินงานแทนได้
2. มีการส่งเสริมและพัฒนาบทบาทภายในทีมเพื่อยกระดับการดำเนินงาน ได้แก่ การดำเนินงานในเวที การติดต่อประสานงานเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การจัดทำแผนการดำเนินงานจากการวิเคราะห์สถานการณ์และบานข้อมูลเดิม เป็นต้น
3. ควรเปิดโอกาสให้กับทุกคนภายในทีมแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ และพูดคุยกันได้ทุกเรื่องเพื่อยอมรับและปรับการบริหารจัดการภายในทีมอย่างเหมาะสม
กับสมดุลของชีวิตการงานและครอบครัว
4. ควรมีความยืดหยุ่นและมีความคล่องตัวในการดำเนินงานสูง เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมีความสัมพันธ์เชิงมิติอื่นๆ เข้ามา
เกี่ยวข้อง การปรับให้เหมาะสมและทำงานอย่างคล่องตัวจะช่วยคลี่คลายปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
5. ควรมีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายร่วมกันภายในทีม (ระยะสั้น-ระยะยาว) เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและศักยภาพของแต่ละบุคคลภายในทีมร่วมกัน
เป็นระยะๆ กำหนดเป้าหมายระยะสั้น ระยะยาว เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการดำเนินงาน |